ผลไม้กินได้ แต่ต้องเลือกให้ถูก น้ำตาลในเลือดถึงไม่แกว่ง
เรื่องผลไม้กับระดับน้ำตาลในเลือด กลายเป็นประเด็นที่หลายคนเริ่มหันมาระวังมากขึ้น เพราะแม้ผลไม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารจากธรรมชาติ มีวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกชนิดจะกินได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน ไขมันพอกตับ ความดันสูง หรือกำลังลดน้ำหนัก ยิ่งต้องเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสม
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำว่า “หวานหรือไม่หวาน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ปริมาณน้ำตาลธรรมชาติ ใยอาหาร ความสุกของผลไม้ และวิธีกินด้วย ผลไม้บางชนิดดูเหมือนไม่หวานมาก แต่เมื่อกินเพลินในปริมาณเยอะ ระดับน้ำตาลในเลือดอาจพุ่งเร็วโดยไม่รู้ตัว
แอปเปิลหรือส้ม อะไรช่วยคุมน้ำตาลได้ดีกว่า
ถ้าเทียบกันระหว่างแอปเปิลกับส้ม ทั้งสองชนิดถือเป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนรักสุขภาพ เพราะมีใยอาหาร น้ำ และสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ได้ทำให้น้ำตาลพุ่งเร็วเหมือนขนมหวานหรือน้ำหวานแปรรูป แต่ถ้าต้องเลือกว่าชนิดใดช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ดีกว่าเล็กน้อย คำตอบคือ แอปเปิล
เหตุผลคือแอปเปิลมีใยอาหารชนิดละลายน้ำ โดยเฉพาะเพคติน ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งยังช่วยให้อิ่มนาน ลดโอกาสหยิบของว่างหวาน ๆ มากินเพิ่มหลังมื้ออาหาร ส่วนส้มก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะมีวิตามินซีสูง ช่วยเพิ่มความสดชื่น และมีโพแทสเซียมที่ดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
ผลไม้ที่เหมาะกับการคุมระดับน้ำตาลในเลือด
กลุ่มผลไม้ที่ช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ มักเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ดัชนีน้ำตาลต่ำ และกินแล้วอิ่มพอดี ไม่กระตุ้นให้น้ำตาลพุ่งเร็ว เช่น แอปเปิล บลูเบอร์รี กีวี ส้มโอ สตรอว์เบอร์รี และเชอร์รี โดยเฉพาะแอปเปิลมีค่า GI ต่ำ มีไฟเบอร์สูง เหมาะกับการกินเป็นของว่างวันละ 1 ผลขนาดกลาง ส่วนสตรอว์เบอร์รีและเชอร์รีให้พลังงานไม่สูงและมีใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
อย่างไรก็ตาม ควรกินเป็น “ผลไม้สดทั้งลูก” มากกว่าน้ำผลไม้ เพราะน้ำผลไม้มักสูญเสียใยอาหารไปมาก ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้เร็วขึ้น แม้จะเป็นน้ำผลไม้ 100% ที่ไม่เติมน้ำตาล ก็ยังมีโอกาสทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นไวกว่าเดิมได้

หมอเตือน 5 ผลไม้ดูไม่หวาน แต่น้ำตาลพุ่งง่าย
ผลไม้บางชนิดดูเหมือนไม่ได้น่ากลัว แต่หากกินเยอะหรือกินผิดเวลา อาจกลายเป็นตัวเร่งน้ำตาลได้ทันที โดยเฉพาะ 5 ชนิดนี้ที่คนรักผลไม้ต้องระวัง
ทุเรียน เป็นผลไม้พลังงานสูง มีทั้งน้ำตาลและไขมัน กินเพลินเกินไปอาจกระทบทั้งน้ำตาล ไขมัน และน้ำหนักตัว หากอยากกินควรจำกัดประมาณ 1 เม็ด และเลือกเนื้อที่ไม่สุกงอมจนเละ เพราะยิ่งสุกจัดน้ำตาลยิ่งสูง
มังคุด แม้รสหวานอมเปรี้ยว กินแล้วสดชื่น แต่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง หากกินหลายลูกต่อเนื่องอาจทำให้ร่างกายรับน้ำตาลมากเกินไป ควรกินเพียง 3-4 ลูกหลังอาหาร และไม่ควรกินตอนท้องว่าง
ลองกอง จุดเสี่ยงคือกินเพลินมาก หลายคนไม่ได้กินเป็นลูก แต่กินเป็นช่อ ทำให้ปริมาณน้ำตาลสะสมสูงโดยไม่รู้ตัว ควรจำกัดเพียง 3-4 ลูกต่อครั้ง
เงาะ โดยเฉพาะเงาะกระป๋องยิ่งต้องเลี่ยง เพราะมักมีน้ำเชื่อมเพิ่มเข้ามา หากเป็นเงาะสดก็ควรกินแค่ 2-3 ลูก ไม่ควรกินเป็นกิโลหรือกินแทนมื้ออาหาร
ลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่มีรสหวานฉ่ำ กินง่าย หยุดยาก และมีน้ำตาลสูง หากกินมากเกินไปอาจทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งเร็ว โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเบาหวานหรือควบคุมน้ำหนักอยู่ควรระวังเป็นพิเศษ
วิธีกินผลไม้ไม่ให้น้ำตาลพุ่ง
วิธีกินสำคัญไม่แพ้ชนิดของผลไม้ หากอยากกินผลไม้ให้ได้ประโยชน์ ควรกินหลังอาหาร ไม่ควรกินตอนท้องว่าง โดยมื้ออาหารควรเริ่มจากผัก ตามด้วยโปรตีน แล้วค่อยกินคาร์โบไฮเดรตหรือผลไม้ในปริมาณพอดี วิธีนี้ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลช้าลงและลดโอกาสน้ำตาลแกว่งเร็ว
อีกหนึ่งเทคนิคคือจับคู่ผลไม้กับโปรตีนหรือไขมันดี เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ถั่ว หรือชีสในปริมาณเหมาะสม เพราะช่วยให้การย่อยช้าลง อิ่มนานขึ้น และระดับน้ำตาลไม่ขึ้นเร็วเกินไป ที่สำคัญควรขยับร่างกายหลังมื้ออาหาร เช่น เดินเบา ๆ 10-15 นาที เพื่อช่วยให้ร่างกายนำพลังงานไปใช้ได้ดีขึ้น
สรุปเลือกผลไม้ให้เป็น น้ำตาลคุมได้ สุขภาพไม่เสีย
ผลไม้ไม่ได้เป็นศัตรูของคนคุมน้ำตาล แต่ต้องกินให้ถูกชนิด ถูกเวลา และถูกปริมาณ หากต้องการผลไม้ที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ แอปเปิลถือเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะมีใยอาหารสูงและช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ส่วนส้มก็ยังเป็นผลไม้สุขภาพที่กินได้ในปริมาณเหมาะสม
แต่สำหรับทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ และลิ้นจี่ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้บางชนิดจะดูไม่หวานจัด แต่ถ้ากินเพลินก็ทำให้น้ำตาลพุ่งได้ง่าย คนที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อกำหนดปริมาณที่เหมาะกับตัวเอง
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

