อ่านข่าวนี้แบบสั้น: ทีมชาติสหรัฐอเมริกาเปิดฉากฟุตบอลโลกด้วยฟอร์มสุดร้อนแรง ถล่มปารากวัย 4-1 ที่ Los Angeles Stadium พร้อมสร้างกระแสเดือดทั้งในสนาม หน้าจอทีวี และงานรวมตัวเชียร์หลายเมืองทั่วประเทศ เกมนี้ยังกลายเป็นสถิติถ่ายทอดสดทีมชาติชายสหรัฐฯ ในฟุตบอลโลกที่มีผู้ชมภาษาอังกฤษสูงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้
สหรัฐฯ เปิดหัวเดือด ถล่มปารากวัยจนทั้งประเทศลุกเป็นไฟ
ชัยชนะ 4-1 ของ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา เหนือปารากวัยในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เป็นแค่ผลการแข่งขันที่สวยหรู แต่เป็นคืนที่ปลุกกระแสฟุตบอลในแดนลุงแซมให้ดังสนั่นอีกครั้ง เกมที่ Los Angeles Stadium เต็มไปด้วยพลังของเจ้าภาพร่วม ทั้งในสนาม สปอร์ตบาร์ บ้านแฟนบอล และงาน watch party ที่กระจายตัวตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
Fox Sports รายงานว่าบรรยากาศการเชียร์ครั้งนี้คึกคักเป็นพิเศษ โดยมีแฟนบอลรวมตัวกันตามเมืองอย่าง Kansas City, Austin และ Seattle จนภาพชัยชนะของทัพ Stars and Stripes ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสนาม แต่กลายเป็นเทศกาลลูกหนังที่คนทั้งประเทศร่วมลุ้นไปพร้อมกัน
Just LOOK at the crowd in Austin, TX for last nights @USMNT game. 😮
— ⚽️ Kyle Sheldon (@kylesheldon) June 13, 2026
If our boys in red, white, and blue keep it up, the entire country is going to rally behind them. 🇺🇸
Via @AustinFC pic.twitter.com/qweW10bsxz
เรตติ้งถล่มทลาย สถิติใหม่ของทีมชาติชายสหรัฐฯ
ความแรงของเกม USA vs Paraguay ไม่ได้วัดกันเฉพาะสกอร์บนสนามเท่านั้น เพราะแมตช์นี้กลายเป็นการถ่ายทอดสดเกมทีมชาติชายสหรัฐฯ ในฟุตบอลโลกที่มีผู้ชมภาษาอังกฤษมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ตามรายงานของ Fox Sports
New York Post รายงานเพิ่มเติมว่าเกมนี้มีผู้ชมเกือบ 16 ล้านคน และพุ่งขึ้นไปแตะช่วงพีก 18.86 ล้านคนระหว่างเวลา 10:45 ถึง 11:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าเกมเปิดรอบแบ่งกลุ่มปี 2022 ของสหรัฐฯ ถึง 106%
ชัยชนะที่ไม่ได้มีแค่สกอร์ แต่คือสัญญาณของเจ้าภาพร่วม
ในเชิงฟุตบอล เกมนี้สะท้อนภาพของสหรัฐฯ ที่เล่นด้วยความมั่นใจ ดุดัน และมีระบบมากขึ้น ปารากวัยถูกกดดันตั้งแต่ต้นเกม ก่อนที่สหรัฐฯ จะเดินหน้าคุมจังหวะอย่างชัดเจน โดยมีรายงานว่า Folarin Balogun เหมาสองประตู ส่วน Gio Reyna ยิงปิดท้ายช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ขณะที่ผล 4-1 กลายเป็นชัยชนะที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางหลังจบเกม
Reuters รายงานว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ มองว่าชัยชนะครั้งนี้เกิดจากพลังของทีมมากกว่าความสามารถเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียว และยังเป็นเกมที่สหรัฐฯ ทำได้ถึง 4 ประตูในฟุตบอลโลก ซึ่งถูกบันทึกเป็นหมุดหมายสำคัญของทีมชุดนี้
แฟนบอลไม่อยากตกขบวน นัดต่อไปเจอออสเตรเลียที่ซีแอตเทิล
หลังภาพแฟนบอลฉลองกันอย่างเดือดในหลายเมือง กระแส FOMO หรือความรู้สึกกลัวพลาดบรรยากาศใหญ่ของฟุตบอลโลกเริ่มเกิดขึ้นทันที เพราะสหรัฐฯ ยังมีโปรแกรมลงสนามนัดต่อไปพบออสเตรเลียที่ Seattle ในวันศุกร์ถัดไป ตามกำหนดที่ Fox Sports ระบุไว้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาคือสภาพร่างกายของ Christian Pulisic หลัง Reuters รายงานว่าเขาถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่งจากปัญหาบริเวณน่อง ทำให้เกมต่อไปกับออสเตรเลียอาจมีความหมายมากกว่าแค่การลุ้นแต้ม แต่ยังเป็นบททดสอบความลึกของขุมกำลังเจ้าภาพร่วมชุดนี้ด้วย

ฟุตบอลโลก 2026 ใหญ่กว่าเดิม โปรแกรมยาวถึง 19 กรกฎาคม
ศึกฟุตบอลโลก 2026 จะจัดแข่งขันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 ครอบคลุม 3 ประเทศเจ้าภาพ และจะไปปิดฉากด้วยนัดชิงชนะเลิศวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ New York New Jersey Stadium เมือง East Rutherford รัฐ New Jersey
Fox Sports ระบุว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีทั้งหมด 104 นัด ถ่ายทอดสดผ่าน FOX และ FS1 พร้อมรับชมแบบสตรีมมิงทั้งสดและย้อนหลังผ่าน FOX One และแอป FOX Sports ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทัวร์นาเมนต์นี้ไม่ได้ใหญ่แค่ในสนาม แต่ยังใหญ่บนหน้าจอของแฟนบอลทั่วสหรัฐฯ ด้วย
กระแสเจ้าภาพมาแรง สหรัฐฯ จุดไฟบอลโลกตั้งแต่นัดแรก
ชัยชนะเหนือปารากวัยกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงพลังสำหรับสหรัฐฯ ทั้งในมุมฟอร์มการเล่น เรตติ้งถ่ายทอดสด และแรงเชียร์จากแฟนบอลทั่วประเทศ เกมนี้จึงไม่ใช่แค่การเก็บ 3 แต้ม แต่เป็นการประกาศว่าเจ้าภาพร่วมพร้อมดึงฟุตบอลโลกให้กลายเป็นมหกรรมระดับชาติอย่างแท้จริง
สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่ต้องการติดตามข่าวฟุตบอลโลก โปรแกรมการแข่งขัน บทวิเคราะห์ก่อนเกม และทุกความเคลื่อนไหวของทีมใหญ่แบบเข้มข้น อ่านต่อได้ที่ ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา แหล่งรวมข่าวบอลโลก 2026 และข่าวฟุตบอลต่างประเทศอัปเดตทุกวัน

