เปิดราคาอย่างเป็นทางการ MG URBAN รถไฟฟ้า 100% เริ่ม 529,900 บาท แฮทช์แบ็ก EV ประกอบไทย วิ่งไกลสุด 530 กม.

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

เปิดราคา MG URBAN รถไฟฟ้า 100% อย่างเป็นทางการ

MG URBAN รถไฟฟ้า 100% เปิดราคาอย่างเป็นทางการในไทยเรียบร้อยแล้ว เคาะค่าตัวเริ่มต้น 529,900 บาท สูงสุด 709,900 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งรถ EV แฮทช์แบ็กที่น่าจับตา เพราะมาในรูปแบบรถไฟฟ้าประกอบไทย ขนาดตัวถังใช้งานง่าย เหมาะกับชีวิตเมือง แต่ยังให้ระยะทางวิ่งต่อชาร์จที่ตอบโจทย์ทั้งการขับประจำวันและเดินทางต่างจังหวัดใกล้ ๆ ได้สบาย

รุ่นย่อยและราคา MG URBAN มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

STANDARD FWD 42.8 kWh ราคา 529,900 บาท

MAX FWD 53.9 kWh ราคา 599,900 บาท

ULTRA FWD 53.9 kWh ราคา 709,900 บาท

จุดขายสำคัญของรถรุ่นนี้คือการวางตำแหน่งให้เป็นรถไฟฟ้า 100% สำหรับคนเมืองยุคใหม่ เน้นความสะดวกสบาย ห้องโดยสารกว้าง ออปชันแน่น และค่าตัวที่เข้าถึงง่ายในกลุ่มรถ EV แฮทช์แบ็ก

ขนาดตัวถัง MG URBAN ใหญ่พอตัว ใช้งานจริงคล่อง

MG URBAN มากับมิติตัวถังยาว 4,395 มม. กว้าง 1,842 มม. สูง 1,549 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,750 มม. ถือเป็นขนาดที่ค่อนข้างโดดเด่นในกลุ่มแฮทช์แบ็กไฟฟ้า จุดเด่นคือฐานล้อยาว ช่วยให้ห้องโดยสารดูโปร่ง นั่งสบาย และมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายอยู่ที่ 382 ลิตร และสามารถขยายได้ถึง 1,266 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เก็บของด้านหน้าเพิ่มเติม 98 ลิตร ช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์สำหรับคนที่ใช้รถทั้งในเมืองและเดินทางเป็นครอบครัว

ขุมพลังและแบตเตอรี่ วิ่งไกลสุด 530 กม.

รุ่น STANDARD ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า จับคู่แบตเตอรี่ LFP จาก CATL ความจุ 42.8 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 435 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับชาร์จ AC 6.6 kW และ DC สูงสุด 82 kW ชาร์จเร็วจาก 10-80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที

รุ่น MAX และ ULTRA อัปเกรดเป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า ใช้แบตเตอรี่ LFP จาก CATL ความจุ 53.9 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับชาร์จ AC 6.6 kW และ DC สูงสุด 88 kW ชาร์จเร็วจาก 10-80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

อีกหนึ่งฟังก์ชันที่น่าสนใจคือ V2L กำลัง 3.3 kW สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก เหมาะกับสายเดินทาง แคมป์ปิง หรือคนที่ต้องการใช้รถไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ในบางสถานการณ์

ออปชันเริ่มต้นให้มาครบตั้งแต่รุ่น STANDARD

แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่ MG URBAN STANDARD ให้ของมาไม่น้อย ทั้งไฟหน้า LED, ไฟท้าย LED, กระจกไฟฟ้า One-Touch 4 บาน, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, ช่องแอร์ผู้โดยสารตอนหลัง, หน้าจอมาตรวัดดิจิทัล 7 นิ้ว และหน้าจอกลางระบบสัมผัส 12.8 นิ้ว

ภายในรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย มีช่อง USB Type C ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง ด้านหลัง 1 ตำแหน่ง ลำโพง 4 ตำแหน่ง เบาะหนังสังเคราะห์ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะหลังพับแยก 60:40 พร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB และ Auto Brake Hold

รุ่น MAX เพิ่มความหรูและเทคโนโลยีแบบจัดเต็ม

รุ่น MAX ถือเป็นรุ่นที่น่าสนใจมาก เพราะเพิ่มออปชันจาก STANDARD แบบชัดเจน ทั้งล้ออัลลอย 17 นิ้ว กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า เบาะหนังสังเคราะห์ลาย Diamond Cut ระบบระบายอากาศเบาะคู่หน้า หน้าจอกลางขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว ระบบ AI Voice Command ที่ชาร์จไร้สาย 50W ลำโพง 6 ตำแหน่ง และไฟ Ambient Light ปรับได้ 256 สี

ด้านความสะดวกยังมีฝาท้ายไฟฟ้า ระบบ i-SMART กล้องรอบคัน 360 องศา ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ ระบบแสดงภาพด้านข้างเมื่อเปิดไฟเลี้ยว และระบบตรวจสอบลมยาง TPMS ทำให้รุ่น MAX เป็นตัวเลือกกลางที่บาลานซ์ทั้งราคา ระยะทางวิ่ง และออปชันได้ดี

รุ่น ULTRA ตัวท็อป เพิ่มความพรีเมียมและระบบช่วยขับขั้นสูง

รุ่น ULTRA เพิ่มจาก MAX ด้วยหลังคากระจก Panoramic Roof แบบ Fixed พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า ชิปประมวลผล Snapdragon 8155 เบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบ i-SMART PRO กล้องบันทึกเหตุการณ์ด้านหน้า ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ และระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน

รุ่นนี้เหมาะกับคนที่ต้องการรถไฟฟ้าออปชันครบที่สุด เน้นความสบาย เทคโนโลยี และความรู้สึกพรีเมียมในงบไม่เกิน 7 แสนกลาง ๆ

ระบบความปลอดภัยให้มาน่าสนใจ

MG URBAN ใส่ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยขับมาแน่น ตั้งแต่ระบบเบรก ABS, EBD, EBA, ระบบควบคุมการทรงตัว, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน, ระบบเตือนออกนอกเลน, ระบบเตือนการชนด้านหน้า และระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ

ยังมีระบบเตือนมุมอับสายตา ระบบเตือนรถตัดผ่านขณะถอยหลัง ระบบเตือนเมื่อเปิดประตู จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX และถุงลมนิรภัย โดยรุ่น STANDARD ให้ 6 ตำแหน่ง ส่วนรุ่น MAX ขึ้นไปให้ 7 ตำแหน่ง เพิ่มถุงลมนิรภัยตรงกลางระหว่างเบาะหน้า

สีตัวถังและการรับประกัน

MG URBAN มีสีตัวถังภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีม่วง Lavender Purple, สีเบจ Modern Beige, สีขาว Arctic White, สีเทา Andes Grey และสีดำ Pearl Black ส่วนภายในเป็นโทนเทา-ดำ ดูเรียบง่าย ใช้งานได้หลากหลาย

ด้านการรับประกัน ตัวรถรับประกัน 4 ปี หรือ 120,000 กม. ส่วนมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูงมีการรับประกันตลอดอายุการใช้งานตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นจุดสำคัญสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้า เพราะแบตเตอรี่คือหัวใจหลักของ EV และมีผลโดยตรงต่อความมั่นใจในระยะยาว

รถไฟฟ้า 100% เหมาะกับใคร ต้องดูอะไรบ้างก่อนซื้อ

สำหรับคนที่กำลังมองหารถไฟฟ้า 100% สิ่งที่ควรพิจารณาไม่ได้มีแค่ราคา แต่ต้องดูระยะทางวิ่งต่อชาร์จ พฤติกรรมการใช้งาน จุดชาร์จที่บ้าน ค่าไฟต่อเดือน ศูนย์บริการ การรับประกันแบตเตอรี่ และมูลค่าขายต่อในอนาคต หากใช้งานในเมืองเป็นหลัก รถ EV จะได้เปรียบเรื่องค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรที่ต่ำกว่า ไม่มีค่าน้ำมัน และให้การขับขี่ที่เงียบ นุ่ม ออกตัวทันใจ

MG URBAN จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเริ่มใช้รถไฟฟ้าในงบไม่แรงเกินไป โดยเฉพาะรุ่น STANDARD ที่เปิดราคามา 529,900 บาท และรุ่น MAX ที่ได้แบตใหญ่ วิ่งไกล 530 กม. พร้อมออปชันสบาย ๆ สำหรับชีวิตประจำวัน ส่วนใครอยากได้ความครบสุด รุ่น ULTRA ก็ใส่เทคโนโลยีมาแน่นในแบบรถไฟฟ้ายุคใหม่

สรุป MG URBAN น่าซื้อไหม

MG URBAN เป็นรถไฟฟ้า 100% ที่เปิดเกมมาได้น่าสนใจมากในตลาดไทย จุดแข็งคือราคาเริ่มต้นเข้าถึงง่าย มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กม. ออปชันครบ ระบบช่วยขับเยอะ และประกอบในประเทศไทย ทำให้ภาพรวมเป็นรถ EV แฮทช์แบ็กที่เหมาะกับคนเมือง ครอบครัวเล็ก หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาใช้รถไฟฟ้าแบบไม่ต้องจ่ายงบสูงเกินไป

ด้วยราคา 529,900 – 709,900 บาท MG URBAN จึงไม่ใช่แค่รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาเพิ่มสีสันในตลาด แต่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่อาจทำให้การแข่งขันรถ EV ในไทยร้อนแรงขึ้นทันที ใครกำลังเล็งรถไฟฟ้าคันแรก รุ่นนี้ควรอยู่ในลิสต์ทดลองขับอย่างจริงจัง

ขอขอบคุณรูปภาพและคลิปจาก MG Thailand 

ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา