อ่านข่าวนี้แบบสั้น: โปรตุเกสเปิดหัวฟุตบอลโลก 2026 ไม่สวย หลังทำได้เพียงเสมอ ดีอาร์ คองโก 1-1 ทั้งที่ออกนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 6 จาก ชูเอา เนเวส ก่อนโดน โยอาน วิสซ่า โขกตีเสมอช่วงทดเจ็บครึ่งแรก ขณะที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เล่นครบ 90 นาทีแต่ไม่มีสกอร์และยิงไม่เข้ากรอบ อย่างไรก็ตาม โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ยืนยันว่าโรนัลโด้ยังเป็นคนสำคัญของทีม ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้
โปรตุเกส เจองานหนักตั้งแต่นัดแรกของศึกฟุตบอลโลก 2026 หลังถูก ดีอาร์ คองโก ไล่เจ๊า 1-1 แบบช็อกอารมณ์แฟนบอลที่ เอ็นอาร์จี สเตเดียม เมืองฮูสตัน ท่ามกลางผู้ชม 68,777 คน โดยเกมนี้กลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของทีมเต็งยุโรปที่ถูกคาดหวังสูง แต่กลับปิดเกมไม่ลง และต้องแบ่งแต้มกับทีมจากแอฟริกาที่กลับมาสู่เวทีฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี
โปรตุเกสนำเร็ว แต่คองโกไม่ยอมตาย
เกมเริ่มต้นเหมือนจะเข้าทางโปรตุเกสทุกอย่าง เมื่อ ชูเอา เนเวส มิดฟิลด์ร่างเล็กความสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว เติมขึ้นมาโหม่งลูกเปิดของ เปโดร เนโต้ เข้าประตูตั้งแต่นาทีที่ 6 ทำให้ทัพฝอยทองออกนำเร็ว และดูเหมือนจะคุมจังหวะเกมได้ตั้งแต่ต้น
แต่ดีอาร์ คองโกไม่ได้มาเป็นแค่ทีมประกอบฉาก พวกเขายืนเกมรับอย่างอดทน รอจังหวะสวนกลับ และสุดท้ายก็เล่นงานโปรตุเกสได้สำเร็จในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก เมื่อ อาร์ตูร์ มาซัวกู เปิดบอลให้ โยอาน วิสซ่า โหม่งตีเสมอ 1-1 สร้างเสียงเฮให้แฟนบอลเสื้อสีน้ำเงินกลุ่มเล็ก ๆ ในสนาม และกลายเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของคองโก
“It’s crazy,” Wissa said. “Fifty-two years later we are here, we are back. It’s been long, it’s been difficult. So scoring that goal, it means a lot for all Congolese, for me, for my family, for the fans who showed up today.”
“มันบ้ามาก 52 ปีผ่านไป เราได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง มันยาวนาน มันยากลำบาก ดังนั้นการยิงประตูนี้มีความหมายมากสำหรับชาวคองโกทุกคน สำหรับผม สำหรับครอบครัวของผม และสำหรับแฟนบอลที่มาอยู่ที่นี่วันนี้” วิสซ่า กล่าว

มาร์ติเนซรับโปรตุเกสเล่นต่ำกว่ามาตรฐาน
หลังจบเกม โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติโปรตุเกส ยอมรับตรง ๆ ว่าเกมระดับฟุตบอลโลกสามารถเกิดผลการแข่งขันแบบนี้ได้เสมอ โดยเฉพาะวันที่ทีมเล่นไม่ถึงมาตรฐานที่ควรเป็น แม้โปรตุเกสจะมีชื่อชั้นเหนือกว่าและได้เสียงเชียร์ในสนามมากกว่า แต่จังหวะสุดท้ายกลับไม่เฉียบพอ
“The World Cup is a tournament where this happens,” said Portugal coach Roberto Martinez, a Spaniard who coached Belgium to the semifinals at the 2018 tournament. “At times the performance is not up to the challenge.”
“ฟุตบอลโลกคือทัวร์นาเมนต์ที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ บางช่วงผลงานของเรายังไม่ดีพอกับความท้าทายตรงหน้า” มาร์ติเนซ กล่าว
มาร์ติเนซยังชี้ว่าประตูตีเสมอของคองโกเปลี่ยนบรรยากาศของเกมทันที โปรตุเกสจากที่ควรเร่งปิดบัญชี กลับเริ่มเล่นด้วยความระแวง ไม่ใช่เล่นเพื่อชนะอย่างเด็ดขาด แต่กลายเป็นเล่นด้วยความกลัวที่จะไม่แพ้
“The goal changed things,” Martínez said. “We almost felt the fear of not losing the game.”
“ประตูนั้นเปลี่ยนทุกอย่าง เราแทบจะรู้สึกถึงความกลัวว่าจะไม่แพ้เกมนี้” มาร์ติเนซ กล่าว
โรนัลโด้ไร้สกอร์ แต่กุนซือยังป้องเต็มตัว
ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดหนีไม่พ้นฟอร์มของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ลงเล่นครบ 90 นาที แต่ไม่มีประตู และไม่มีช็อตยิงเข้ากรอบเลยตลอดเกม โดยเจ้าตัวมีโอกาสยิงในนาทีที่ 68 และ 73 แต่บอลหลุดกรอบด้านขวาทั้งสองครั้ง ก่อนแสดงอาการหงุดหงิดอย่างชัดเจน
เมื่อถูกถามว่าคิดจะถอดโรนัลโด้ออกหรือไม่ มาร์ติเนซตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนดาวยิงระดับนี้ออกจากสนามในสถานการณ์ที่ทีมต้องการประตู เพราะประสบการณ์ในกรอบเขตโทษ และการดึงตัวประกบของโรนัลโด้ ยังมีผลต่อเกมรุกของโปรตุเกส
“It makes no sense to get the best world scorer to be out when you need goals,” the coach said. “The experience of Cristiano in the box is important. The way that he attracts defenders is important.”
“มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะถอดผู้ทำประตูที่ดีที่สุดของโลกออก ในตอนที่คุณต้องการประตู ประสบการณ์ของคริสเตียโน่ในกรอบเขตโทษสำคัญ และวิธีที่เขาดึงกองหลังก็สำคัญเช่นกัน” กุนซือโปรตุเกส กล่าว
สถิติใหญ่ของโรนัลโด้ในวันที่โปรตุเกสฝืด
แม้เกมนี้โรนัลโด้จะไม่มีสกอร์ แต่เขายังสร้างสถิติสำคัญ ด้วยการเป็นนักเตะเอาต์ฟิลด์อายุมากที่สุดที่ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในฟุตบอลโลก ทำลายสถิติเดิมของ อาติบา ฮัตชินสัน มิดฟิลด์ทีมชาติแคนาดา ที่ทำไว้เมื่อ 4 ปีก่อน
นอกจากนี้ โรนัลโด้ยังขึ้นแท่นร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี่ ในฐานะนักเตะที่ลงเล่นฟุตบอลโลกถึง 6 สมัย โดยยังมีเป้าหมายใหญ่อยู่ข้างหน้า นั่นคือการเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูได้ในฟุตบอลโลก 6 ทัวร์นาเมนต์ หากเขาสามารถส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้ในปีนี้
คองโกสร้างประวัติศาสตร์ แต้มแรกในฟุตบอลโลก
สำหรับดีอาร์ คองโก ผลเสมอเกมนี้ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากชัยชนะ เพราะนี่คือแต้มแรกในฟุตบอลโลกของพวกเขา หลังการลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งก่อนเกิดขึ้นเมื่อปี 1974 ที่เยอรมนีตะวันตก ตอนนั้นทีมยังใช้ชื่อว่า ซาอีร์ และแพ้ทั้ง 3 นัดต่อ สกอตแลนด์ 0-2, ยูโกสลาเวีย 0-9 และ บราซิล 0-3
การกลับมาในรอบ 52 ปีครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องผลการแข่งขัน แต่คือสัญญาณว่าดีอาร์ คองโกพร้อมยืนหยัดบนเวทีใหญ่ โดยก่อนหน้านี้หลายคนจากคองโกไม่สามารถเดินทางมายังสหรัฐอเมริกาได้ เนื่องจากข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับอีโบลา ทำให้เสียงเชียร์ในสนามมีไม่มากนัก
“There was not enough blue in the stands, but the players are tough and they know how to overcome challenges,” Congo coach Sébastien Desabre said. “But I’m sure that many Congolese people are proud of their team today.”
“บนอัฒจันทร์อาจมีสีน้ำเงินไม่มากพอ แต่นักเตะของเราแข็งแกร่ง และพวกเขารู้วิธีเอาชนะความท้าทาย ผมมั่นใจว่าชาวคองโกจำนวนมากภูมิใจในทีมของพวกเขาวันนี้” เซบาสเตียง เดซาเบร กุนซือคองโก กล่าว

จังหวะสำคัญที่เกือบเปลี่ยนผลการแข่งขัน
เกมนี้ยังมีหลายจังหวะที่เกือบทำให้สกอร์พลิกไปอีกทาง นาทีที่ 55 โปรตุเกสเหมือนจะได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกจักรยานอากาศของ ชูเอา กานเซโล่ แต่ถูกจับล้ำหน้าเสียก่อน
ฝั่งคองโกเองก็เกือบช็อกแฟนบอลโปรตุเกสทั้งสนาม เมื่อ เซดริก บากัมบู ได้โอกาสยิงเพื่อพาทีมพลิกนำ แต่บอลไปชนเสาแรกอย่างน่าเสียดาย ส่วนช่วงท้ายเกม บรูโน่ แฟร์นันด์ส มีโอกาสทองในนาทีที่ 90 แต่ยิงหลุดกรอบด้านขวา ทำให้โปรตุเกสต้องยอมรับผลเสมอแบบเจ็บใจ
ภาพรวมหลังเกม โปรตุเกสต้องเร่งแก้ก่อนสาย
ผลเสมอนัดนี้ทำให้โปรตุเกสถูกตั้งคำถามทันที ทั้งเรื่องความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้าย การพึ่งพาโรนัลโด้ และจังหวะการเล่นที่ยังขาดความดุดันเมื่อเจอคู่แข่งยืนเกมรับแน่น ขณะที่คองโกพิสูจน์ให้เห็นว่าทีมจากแอฟริกาชุดนี้มีทั้งวินัย ความอดทน และหัวใจนักสู้เต็มเปี่ยม
เกมเปิดหัวอาจยังไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายของเส้นทางฟุตบอลโลก แต่สำหรับโปรตุเกส นี่คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่าชื่อชั้นอย่างเดียวไม่พอ หากยังปิดเกมไม่ได้และปล่อยให้คู่แข่งมีชีวิต พวกเขาอาจต้องเจอแรงกดดันหนักกว่านี้ในนัดต่อไป
บ้านกีฬามองเกมนี้
ดีอาร์ คองโกสมควรได้รับคำชมเต็ม ๆ สำหรับแต้มประวัติศาสตร์ ส่วนโปรตุเกสต้องกลับไปทบทวนเกมรุกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเปลี่ยนการครองบอลให้เป็นโอกาสคุณภาพ ไม่ใช่แค่บุกเยอะแล้วจบไม่คม แฟนบอลที่ติดตามข่าวฟุตบอลโลก 2026 แบบเข้มข้น สามารถเกาะติดทุกประเด็นร้อน บทวิเคราะห์หลังเกม และความเคลื่อนไหวทีมดังได้ที่ ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา

