อ่านข่าวนี้แบบสั้น: ออสเตรียและแอลจีเรียเปิดศึกเดือดส่งท้ายกลุ่ม J ในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ก่อนจบด้วยสกอร์ 3-3 ที่แทบหยุดหายใจทั้งสนาม ริยาด มาห์เรซ ยิงให้แอลจีเรียนำ 3-2 ช่วงทดเจ็บเหมือนจะฝังออสเตรียแล้ว แต่ซาซ่า คาลัดซิช โขกตีเสมอในนาที 90+6 ส่งทั้งสองทีมเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย พร้อมทำให้อิหร่านต้องตกรอบอย่างเจ็บปวด ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้
เกมที่เหมือนจะนิ่ง แต่ระเบิดตอนท้ายจนทั้งโลกต้องหันมอง
เกมระหว่าง ออสเตรีย พบ แอลจีเรีย ที่สนามแคนซัส ซิตี้ สเตเดียม กลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ดราม่าที่สุดของรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลโลก 2026 หลังทั้งสองทีมเสมอกันสุดมัน 3-3 ในเกมชี้ชะตากลุ่ม J
ก่อนเกม สถานการณ์ชัดเจนว่าแต้มเดียวเพียงพอจะพาทั้งคู่เข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย จึงไม่แปลกที่ช่วงหนึ่งของครึ่งหลังเกมดูเหมือนจะถูกดึงให้ช้าลง ต่างฝ่ายต่างไม่อยากเสี่ยงเสียประตู เพราะผลเสมอคือทางรอดของทั้งสองทีม
แต่ฟุตบอลไม่เคยยอมให้ใครเขียนบทเองง่ายๆ เมื่อช่วงทดเวลาบาดเจ็บกลายเป็นเวทีแห่งความคลั่ง แอลจีเรียยิงนำ 3-2 จากริยาด มาห์เรซ ทำเอาออสเตรียยืนอยู่ปากเหวตกรอบ ก่อนที่ซาซ่า คาลัดซิช จะโผล่ขึ้นมาโขกประตูตีเสมอแทบจะเป็นจังหวะสุดท้ายของเกม

ลำดับสกอร์เดือด ออสเตรียนำ แอลจีเรียไม่ยอมตาย
ออสเตรียออกนำก่อนในนาทีที่ 28 จากมาร์โก อาร์เนาโตวิช หัวหอกจอมเก๋าวัย 37 ปี ที่วิ่งเข้ารับบอลยาวสุดแม่นจากดาวิด อลาบา ก่อนจบสกอร์ให้ทีมขึ้นนำ 1-0 แม้จังหวะแรกจะไม่ได้เนียนกริบ แต่ความเก๋าช่วยให้เขาเอาชนะผู้รักษาประตูอุสซามา เบนบ็อตได้สำเร็จ
แอลจีเรียไม่ยอมให้เกมหลุดมือ ก่อนหมดครึ่งแรก ราฟิก เบลกาลี โชว์ความจัดจ้านพาบอลผ่านแนวรับออสเตรียแล้วซัดเสียบมุมอย่างเฉียบคม ตีเสมอ 1-1 จุดไฟให้เกมกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
ครึ่งหลัง ออสเตรียแซงนำ 2-1 ในนาทีที่ 55 จากมาร์เซล ซาบิตเซอร์ ที่ได้บอลจากการเล่นต่อเนื่องของคอนราด ไลเมอร์ ก่อนยิงด้วยความเฉียบขาดจากระยะประมาณ 18 เมตร แต่ดีใจได้ไม่นาน แอลจีเรียสวนคืนในอีก 5 นาทีถัดมา เมื่อฮุสเซม อูอาร์ เปิดทางจากฝั่งซ้ายให้มาห์เรซยิงตีเสมอ 2-2
จากนั้นเกมเหมือนจะค่อยๆ ไหลเข้าสู่ผลเสมอที่ทุกฝ่ายรับได้ เสียงโห่เริ่มดังขึ้นจากแฟนบอลบางส่วน เพราะทั้งสองทีมดูไม่เร่งเปิดหน้าแลก ทว่าท้ายเกมกลับกลายเป็นฉากระทึกระดับหนังฟุตบอล
ทดเจ็บนรกแตก มาห์เรซยิงนำ ก่อนคาลัดซิชโขกชีวิตออสเตรียกลับมา
นาที 90+4 มาห์เรซยิงให้นักเตะแอลจีเรียและแฟนบอลกระโดดเฮสุดเสียง สกอร์ขยับเป็น 3-2 และในจังหวะนั้น ออสเตรียกำลังจะตกรอบ ส่วนอิหร่านกำลังจะได้ประโยชน์จากผลการแข่งขันนี้
แต่เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ออสเตรียโยนทุกอย่างขึ้นหน้า และซาซ่า คาลัดซิช ที่เพิ่งถูกส่งลงสนาม กลายเป็นฮีโร่แบบไม่ต้องใช้เวลาอุ่นเครื่อง เมื่อเจ้าตัวโขกประตูตีเสมอ 3-3 ในนาที 90+6 ช่วยออสเตรียรอดตายแบบเหลือเชื่อ
ผลเสมอนี้ทำให้ออสเตรียจบอันดับ 2 ของกลุ่ม J ผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายไปพบกับสเปน ขณะที่แอลจีเรียเข้ารอบในฐานะหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด และจะไปเจอกับสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนอิหร่านต้องตกรอบอย่างเจ็บแสบจากผลลัพธ์นี้
เสียงจากรังนิก เกมนี้ไม่ใช่การจับมือเสมอ
ก่อนเกมมีเสียงพูดถึงความเป็นไปได้ของผลเสมอที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งออสเตรียและแอลจีเรีย แต่ราล์ฟ รังนิก กุนซือออสเตรียปฏิเสธหนักแน่น หลังเกมจบแบบบ้าคลั่งชนิดไม่มีใครกล้าเรียกว่าเล่นประคองผล
“To be honest, I have no words right now for what happened in the last 90 seconds”
“พูดตามตรง ตอนนี้ผมไม่มีคำพูดเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 90 วินาทีสุดท้าย”
“I don’t think I’ve ever experienced anything like it, and probably most others haven’t either — being 3–2 down. Regulation time was basically already over and then, with the substitution, we somehow got back into the game. Incredible.”
“ผมไม่คิดว่าตัวเองเคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน และคนส่วนใหญ่ก็คงไม่เคยเช่นกัน การตามหลัง 3-2 ในตอนที่เวลาแข่งขันแทบจะหมดลงแล้ว จากนั้นเราส่งตัวสำรองลงไป และไม่รู้ด้วยวิธีไหน เรากลับเข้าสู่เกมได้อีกครั้ง เหลือเชื่อจริงๆ”
รังนิกยังย้ำว่าเกมที่จบ 3-3 โดยมีประตูสำคัญเกิดขึ้นในช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้าย ไม่มีทางเป็นบทละครที่สองทีมตกลงกันไว้ล่วงหน้า เพราะนักเตะทั้งสองฝั่งยังเล่นเพื่อชัยชนะจนถึงวินาทีสุดท้าย
แอลจีเรียริมเส้นจัดจ้าน แต่ปัญหาผู้รักษาประตูยังตามหลอกหลอน
หนึ่งในจุดเด่นของแอลจีเรียในเกมนี้คือการโจมตีจากริมเส้น ทั้งสองประตูแรกเกิดจากจังหวะเล่นด้านกว้างที่อันตรายและมีคุณภาพ โดยเฉพาะการประสานงานของผู้เล่นแนวรุกที่ทำให้ออสเตรียต้องถอยลึกหลายครั้ง
วลาดิเมียร์ เพตโควิช วางหมากให้ทีมใช้ความเร็ว ความคล่อง และการดวลตัวต่อตัวจากด้านข้างเป็นอาวุธหลัก ซึ่งน่าจะกลายเป็นแผนสำคัญของแอลจีเรียในรอบน็อกเอาต์ โดยเฉพาะเกมกับสวิตเซอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังน่าห่วงคือประตู หลังจากก่อนหน้านี้ลูก้า ซีดานมีจังหวะผิดพลาดในเกมกับอาร์เจนตินาและจอร์แดน เพตโควิชจึงเลือกส่งอุสซามา เบนบ็อตลงเฝ้าเสาในเกมนี้ แต่เจ้าตัวยังมีปัญหาในจังหวะตัดสินใจ โดยเฉพาะประตูแรกของออสเตรียที่เขาออกมาตัดบอลช้าเกินไป
ประสบการณ์ออสเตรียยังคม อลาบา อาร์เนาโตวิช ซาบิตเซอร์ พาทีมยื้อชีวิต
ฝั่งออสเตรียต้องยกเครดิตให้กลุ่มแข้งมากประสบการณ์ที่ยังยืนเป็นเสาหลักในเกมใหญ่ ดาวิด อลาบา วางบอลยาวให้มาร์โก อาร์เนาโตวิชทำประตูเปิดหัว ขณะที่มาร์เซล ซาบิตเซอร์ยิงประตูสำคัญในครึ่งหลัง และยังเป็นผู้นำจังหวะเกมยามทีมต้องลุกจากวิกฤต
อาร์เนาโตวิชยิงประตูทีมชาติเป็นลูกที่ 49 ตอกย้ำสถานะดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของออสเตรีย ส่วนอลาบาและซาบิตเซอร์ยังแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ในระดับสูงมีค่ามหาศาลในทัวร์นาเมนต์ที่ทุกวินาทีสามารถเปลี่ยนชะตาทีมได้
เงาอดีตปี 1982 ถูกแทนที่ด้วยเกมเดือดแห่งแคนซัส ซิตี้
เกมนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมีภาพจำจากเหตุการณ์ฟุตบอลโลก 1982 ที่ออสเตรียกับเยอรมนีตะวันตกเคยเล่นผลการแข่งขันที่ส่งผลให้แอลจีเรียตกรอบ จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นอื้อฉาวของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
แต่ครั้งนี้ บทสรุปต่างออกไป แม้ช่วงท้ายเกมจะเคยดูเหมือนทั้งสองฝ่ายไม่อยากเสี่ยง แต่ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บทำให้ทุกข้อสงสัยถูกกลบด้วยความดราม่าแบบเต็มสนาม เกมนี้จึงไม่ได้ถูกจำในฐานะแมตช์น่าอึดอัด แต่เป็นหนึ่งในเกมที่แฟนบอลจะพูดถึงอีกนาน

เส้นทางต่อไปในรอบ 32 ทีมสุดท้าย
- ออสเตรีย เข้ารอบในฐานะอันดับ 2 กลุ่ม J และจะพบสเปน
- แอลจีเรีย เข้ารอบในฐานะหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด และจะพบสวิตเซอร์แลนด์
- อิหร่าน ตกรอบ หลังผลเสมอ 3-3 ทำให้ไม่เพียงพอต่อการเบียดเข้ารอบ
- อาร์เจนตินา จบแชมป์กลุ่ม หลังเอาชนะจอร์แดน 3-1 ในอีกคู่ของกลุ่ม J
สำหรับแฟนบอลชาวไทย เกมนี้คือบทเรียนชัดเจนว่า ฟุตบอลโลกไม่เคยมีคำว่าปลอดภัยจนกว่าเสียงนกหวีดสุดท้ายจะดังขึ้น ไม่ว่าจะนำอยู่ กำลังเข้ารอบ หรือคิดว่าผลเสมอเพียงพอ ทุกอย่างสามารถพลิกได้ในพริบตา
บ้านกีฬามองเกมนี้
ออสเตรียรอดตายด้วยหัวใจนักสู้ ส่วนแอลจีเรียพิสูจน์ว่าพวกเขามีเกมรุกที่พร้อมสร้างปัญหาให้ทุกทีมในรอบน็อกเอาต์ แม้ยังมีจุดต้องแก้ในตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่การผ่านเข้ารอบของทั้งสองทีมทำให้กลุ่ม J ปิดฉากอย่างดุเดือดที่สุดเกมหนึ่งของฟุตบอลโลก 2026
ติดตามข่าวบอลโลก 2026 วิเคราะห์เกมเดือด อัปเดตโปรแกรมรอบน็อกเอาต์ และข่าวฟุตบอลต่างประเทศล่าสุดได้ที่ ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา แหล่งรวมข่าวเด่น ข่าววันนี้ สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากพลาดทุกจังหวะสำคัญ

