กระทรวงการคลังเปิดผลตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 พบผู้ผ่านเกณฑ์จำนวน 9.51 ล้านคน จากผู้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองทั้งหมด 18.82 ล้านคน โดยจะเปิดให้ประชาชนตรวจสอบผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป
ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่าผู้ที่เข้าสู่ระบบคัดกรองประมาณครึ่งหนึ่งได้รับสิทธิในรอบใหม่ ขณะที่ผู้ถือบัตรรายเดิมไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิต่อโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่ปรับใหม่ ทั้งรายได้ ทรัพย์สินทางการเงิน วงเงินสินเชื่อ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ บัตรเครดิต และสถานะบุคคล
คำถามสำคัญของประชาชนคือ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเงินกี่บาท คำตอบคือ สิทธิไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดก้อนเดียว แต่แบ่งเป็นวงเงินสำหรับลดภาระค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท ทั้งค่าซื้อสินค้า ค่าเดินทาง ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา
เปิดตัวเลขผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านคน จากทั้งหมด 18.82 ล้านคน
ผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีผู้ผ่านเกณฑ์จำนวน 9.51 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนและผู้ที่เข้าสู่ระบบคัดกรองทั้งหมด 18.82 ล้านคน
กลุ่มที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่
- ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่เข้ามายืนยันสิทธิ จำนวนประมาณ 12.70 ล้านคน
- ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน หรือ จปฐ. และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนประมาณ 740,000 คน
- ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่หน่วยงานกระทรวงมหาดไทยสำรวจพบเพิ่มเติมในช่วงลงทะเบียน จำนวนประมาณ 5.38 ล้านคน
จำนวนดังกล่าวเป็นยอดผู้ที่ถูกนำเข้าสู่ระบบตรวจสอบ ไม่ใช่จำนวนผู้ผ่านเกณฑ์แยกตามแต่ละกลุ่ม โดยประชาชนแต่ละคนต้องตรวจสอบผลด้วยเลขประจำตัวประชาชนของตนเอง
คนผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เงินกี่บาท
ผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จะได้รับวงเงินช่วยเหลือหลายรายการ ไม่ใช่เงินสดที่โอนเข้าบัญชีรวมกันทั้งหมด โดยสิทธิหลักประกอบด้วย
วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อเดือน
ได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตรจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น รวมถึงร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด
วงเงินส่วนนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำวัน โดยเฉพาะอาหารแห้ง ของใช้ในครัวเรือน และสินค้าจำเป็นพื้นฐาน แต่ไม่ใช่วงเงินสดสำหรับถอนออกมาใช้จ่ายทั่วไป
ค่าเดินทาง 750 บาทต่อเดือน
ผู้มีสิทธิจะได้รับวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะจำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้กับระบบขนส่งที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่
- รถโดยสาร ขสมก.
- รถโดยสาร บขส.
- รถไฟฟ้า BTS
- รถไฟฟ้า MRT
- ระบบรถไฟเชื่อมสนามบิน
- รถไฟ
- รถเอกชนร่วม ขสมก. และรถโดยสารที่กำหนด
- รถเอกชนร่วม บขส.
- รถสองแถวรับจ้าง
- เรือโดยสารสาธารณะ
วงเงิน 750 บาทเป็นสิทธิรวมสำหรับระบบขนส่งที่เข้าร่วม ไม่ได้แยกเป็นวงเงินรายประเภทรถ ประชาชนจึงสามารถเลือกใช้ตามรูปแบบการเดินทางของตนเองได้ภายในวงเงินที่กำหนด

ส่วนลดก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อ 3 เดือน
ผู้มีสิทธิได้รับส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน โดยต้องซื้อจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด
สิทธินี้ไม่ได้ให้ทุกเดือน แต่จะได้รับตามรอบ 3 เดือน จึงควรตรวจสอบรอบวงเงินและร้านค้าที่เข้าร่วมก่อนซื้อก๊าซหุงต้ม
ค่าไฟฟ้าสูงสุด 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
ครัวเรือนของผู้มีสิทธิสามารถรับการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสูงสุด 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ภายใต้เงื่อนไขของโครงการ
กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน จะได้รับสิทธิค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่ใช้อยู่ แต่หากใช้ไฟฟ้าเกินเกณฑ์ดังกล่าว จะเข้าสู่มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน
จุดสำคัญคือ หากค่าไฟฟ้าเกินวงเงินที่โครงการกำหนด ผู้มีสิทธิอาจต้องรับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมดตามเงื่อนไข จึงควรตรวจสอบยอดใช้ไฟและรายละเอียดการลงทะเบียนรับสิทธิค่าไฟฟ้าให้ชัดเจน
ค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
ผู้มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือค่าน้ำประปาจำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยมีเงื่อนไขดังนี้
- หากค่าน้ำไม่เกิน 100 บาท จะได้รับการสนับสนุนตามยอดที่ใช้จริง
- หากค่าน้ำเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท รัฐช่วย 100 บาท และผู้มีสิทธิจ่ายส่วนต่าง
- หากค่าน้ำเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิต้องรับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด
สิทธิค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาเป็นสิทธิระดับครัวเรือน ไม่ใช่รายบุคคล หากในบ้านมีผู้ถือบัตรหลายคน จะไม่สามารถรับวงเงินค่าน้ำและค่าไฟซ้ำหลายสิทธิในบ้านหลังเดียวกันได้
สรุปแล้วได้เงินรวมเดือนละเท่าไร
ผู้ผ่านเกณฑ์จะได้รับวงเงินรายบุคคลหลัก ได้แก่ ค่าซื้อสินค้า 300 บาทต่อเดือน และค่าเดินทางสูงสุด 750 บาทต่อเดือน รวมถึงส่วนลดก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อ 3 เดือน
ส่วนค่าไฟฟ้า 315 บาทและค่าน้ำประปา 100 บาท เป็นสิทธิระดับครัวเรือนและต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการใช้จริง ดังนั้นจึงไม่ควรนำวงเงินทุกส่วนมาบวกรวมแล้วเข้าใจว่าจะได้รับเป็นเงินสดเข้าบัญชีทุกเดือน
มูลค่าความช่วยเหลือที่แต่ละคนใช้ได้จริงจะแตกต่างกันตามการเดินทาง การใช้ก๊าซหุงต้ม การลงทะเบียนค่าน้ำค่าไฟ และพฤติกรรมการใช้สาธารณูปโภคของแต่ละครัวเรือน
ตรวจผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 วันไหน
กระทรวงการคลังจะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ประชาชนสามารถตรวจสอบผลได้ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่
- เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- แอปพลิเคชันทางรัฐ
- แอปพลิเคชันเป๋าตัง
- หน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารทั้ง 5 แห่ง
ธนาคารที่ให้บริการประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ผู้ตรวจสอบผ่านช่องทางออนไลน์ควรเตรียมเลขประจำตัวประชาชนและข้อมูลตามบัตรประชาชนให้พร้อม รวมถึงตรวจสอบชื่อเว็บไซต์และแอปพลิเคชันอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการเข้าสู่ระบบปลอม
ผ่านเกณฑ์แล้วต้องทำอะไรต่อ
ขั้นตอนหลังทราบผลจะแตกต่างกันระหว่างผู้ถือบัตรรายเดิมกับผู้ได้รับสิทธิรายใหม่
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม
หากตรวจสอบแล้วพบว่าผ่านเกณฑ์ ผู้ถือบัตรรายเดิมไม่ต้องยืนยันตัวตน e-KYC ใหม่ เนื่องจากระบบมีข้อมูลการยืนยันตัวตนเดิมอยู่แล้ว และสามารถใช้สิทธิต่อเนื่องตามกำหนดของโครงการ
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบสถานะให้เรียบร้อย เพราะการเคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้รับประกันว่าจะผ่านเกณฑ์รอบปี 2569
ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่
ผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อนและตรวจสอบพบว่าผ่านเกณฑ์ ต้องยืนยันตัวตน e-KYC ก่อนเริ่มใช้สิทธิ โดยสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือเดินทางไปยังธนาคารที่เป็นหน่วยรับยืนยันตัวตน
ธนาคารกรุงไทยเปิดให้ยืนยันตัวตนตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ส่วนธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ตามวันและเวลาทำการของแต่ละสาขา
เริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐวันไหน
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์และดำเนินการยืนยันตัวตนครบถ้วนสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569
กรณีเป็นผู้ได้รับสิทธิรายใหม่แต่ยืนยันตัวตนหลังวันที่ 1 สิงหาคม 2569 จะเริ่มใช้สิทธิได้ภายหลังจากยืนยันตัวตนสำเร็จ จึงควรดำเนินการโดยเร็วเพื่อไม่ให้เสียโอกาสใช้วงเงินในช่วงแรกของโครงการ
สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสอยู่แล้วและผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิจะถูกเปลี่ยนมาเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตนตามขั้นตอนที่กำหนด
ไม่ผ่านเกณฑ์อุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน
ผู้ลงทะเบียนที่ตรวจสอบแล้วพบสถานะไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่จำเป็นต้องยอมรับผลทันที หากเชื่อว่าข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นปัจจุบัน สามารถยื่นอุทธรณ์ขอให้ตรวจสอบข้อมูลใหม่ได้ภายใน 15 วัน นับจากวันประกาศผล
ช่องทางยื่นอุทธรณ์ประกอบด้วย
- เว็บไซต์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- แอปพลิเคชันทางรัฐ
- แอปพลิเคชันเป๋าตัง
- หน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารทั้ง 5 แห่ง
ผู้ยื่นอุทธรณ์ควรตรวจสอบเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ก่อน จากนั้นติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลเพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เช่น ข้อมูลรายได้ เงินฝาก ที่ดิน รถยนต์ สถานะการศึกษา หรือข้อมูลสินเชื่อ ก่อนรอผลการพิจารณารอบอุทธรณ์
หากผ่านเกณฑ์ในรอบอุทธรณ์ ผู้ถือสิทธิรายเดิมไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ ส่วนผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ต้องยืนยันตัวตน และจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป หรือตามวันที่ยืนยันตัวตนหากดำเนินการล่าช้ากว่ากำหนด
ทำไมผู้ลงทะเบียนเกือบครึ่งหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 ใช้การตรวจสอบคุณสมบัติแบบรายบุคคล และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทำให้ผู้ถือบัตรเดิมบางส่วนอาจไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่
คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ ต้องเป็นคนไทย อายุอย่างน้อย 18 ปี มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี มีทรัพย์สินทางการเงินรวมไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีบัตรเครดิต และไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 100,000 บาท
นอกจากนี้ยังตรวจสอบการถือครองที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ การถือหุ้น หลักทรัพย์ ตราสารหนี้ ประกันชีวิต และสถานะการเป็นนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้รับบำนาญจากภาครัฐ
การคัดกรองที่ละเอียดขึ้นมีเป้าหมายเพื่อให้วงเงินช่วยเหลือไปถึงผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่มีความจำเป็นจริง แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลคลาดเคลื่อนยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ตามกรอบเวลาที่กำหนด
ระวังมิจฉาชีพแอบอ้างตรวจสอบสิทธิ
ช่วงประกาศผลโครงการช่วยเหลือประชาชนมักเป็นช่วงที่มิจฉาชีพสร้างข้อความและลิงก์ปลอมเพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ผู้ลงทะเบียนไม่ควรกดลิงก์ที่ส่งมาทางข้อความ โทรศัพท์ หรือสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ตรวจสอบ
หน่วยงานรัฐและธนาคารจะไม่ขอรหัสผ่าน รหัส PIN หรือรหัส OTP ผ่านโทรศัพท์ หากมีผู้ติดต่อมาอ้างว่าสามารถช่วยให้ผ่านเกณฑ์ แลกกับค่าดำเนินการหรือขอข้อมูลบัญชีธนาคาร ควรหยุดการติดต่อทันที
การตรวจสอบสิทธิควรทำผ่านช่องทางของโครงการ แอปพลิเคชันทางรัฐ แอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือธนาคารที่เป็นหน่วยรับลงทะเบียนเท่านั้น
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยลดค่าครองชีพอย่างไร
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นกลไกช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแบบกำหนดเป้าหมาย แทนการแจกเงินให้ประชาชนทุกคน โดยจัดสรรวงเงินตามค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหาร การเดินทาง พลังงาน และสาธารณูปโภค
แม้ว่าวงเงินแต่ละรายการอาจไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่สามารถช่วยลดภาระประจำเดือนได้ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เกษตรกรรายย่อย และผู้ที่ต้องเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นประจำ
ผู้ผ่านเกณฑ์ควรศึกษาวิธีใช้วงเงินแต่ละประเภท ตรวจสอบรอบการได้รับสิทธิ และลงทะเบียนมาตรการค่าน้ำค่าไฟให้ครบถ้วน เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเต็มที่
ประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ควรเตรียมตรวจสอบผลตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 หากผ่านเกณฑ์ให้ดำเนินการยืนยันตัวตนตามสถานะของตนเอง ส่วนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ควรตรวจสอบเหตุผลและยื่นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

