โรซีเนียร์เดือดหนัก หลังเชลซีพังไม่เป็นท่า
เลียม โรซีเนียร์ ออกมาเปิดใจแบบไม่ไว้หน้าใคร หลังพา เชลซี บุกไปแพ้ ไบรท์ตัน 0-3 ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวยอมรับตรงๆ ว่านี่คือผลงานที่เลวร้ายเกินรับได้ และเป็นเกมที่ทีมของเขาไร้ทั้งคุณภาพ ความมุ่งมั่น และสปิริตแบบที่สโมสรระดับนี้ควรมี
เกมที่สนามเอเม็กซ์ สเตเดี้ยม กลายเป็นค่ำคืนที่แฟนสิงห์บลูส์แทบไม่อยากจดจำ เมื่อไบรท์ตันเล่นได้เหนือกว่าชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ กดดันเชลซีได้ทุกจังหวะ และลงโทษความผิดพลาดของทีมเยือนได้แบบเจ็บแสบ
สถิติสุดเลวร้ายที่เชลซีไม่อยากให้เกิด
ความพ่ายแพ้นัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเสียสามแต้มเท่านั้น แต่ยังลากชื่อของเชลซีไปผูกกับสถิติที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสรด้วย เพราะนี่คือการแพ้ในลีก 5 นัดติดต่อกันแบบยิงประตูไม่ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 114 ปี หรือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 1912
ย้อนกลับไปในยุคนั้น เชลซีจบฤดูกาลด้วยอันดับ 18 แต่ยังรอดตกชั้น เนื่องจากระบบการแข่งขันในเวลานั้นมีเพียง 2 ทีมที่ต้องหล่นชั้น ต่างจากมาตรฐานฟุตบอลอังกฤษในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งทำให้สถิตินี้ดูน่าอับอายมากขึ้นไปอีกสำหรับทีมที่ถูกคาดหวังสูงระดับนี้
คำพูดของโรซีเนียร์ที่สะท้อนความเดือดดาล
หลังเกม โรซีเนียร์ไม่ปิดบังความผิดหวังแม้แต่น้อย เมื่อถูกถามว่านี่ใช่ฟอร์มที่แย่ที่สุดของเชลซีนับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมหรือไม่ เขาตอบชัดเจนว่า
“ใช่แน่นอน มันยอมรับไม่ได้ในทุกแง่มุมของเกม ผมออกมาปกป้องนักเตะอยู่เสมอ แต่ฟอร์มแบบนี้มันปกป้องไม่ได้เลยในคืนนี้”
“รูปแบบที่เราเสียประตู เราแพ้การดวลทุกอย่าง มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เดี๋ยวนี้และทันที ทำไมเหรอ? เราต้องมองตัวเองในกระจก ผมเองก็ต้องมองตัวเองเช่นกัน แต่ผมไม่สามารถออกมาปกป้องบางสิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ได้อีกแล้ว”
ปัญหาไม่ใช่แท็กติก แต่คือใจที่หายไป
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากคำให้สัมภาษณ์ของกุนซือรายนี้ ไม่ใช่เรื่องแผนการเล่นหรือระบบแท็กติก แต่เป็นเรื่องของทัศนคติล้วนๆ เขามองว่าทีมขาดความกระหาย ขาดสปิริต และไม่มีความกล้าหาญมากพอสำหรับการต่อสู้ในเกมระดับนี้
“เกมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นใจ แต่ผมรู้สึกว่าเรากำลังเริ่มกลับมาถูกทางแล้ว แต่ทัศนคติและสปิริตโดยรวมยังขาดหายไป มีผู้เล่นตัวจริงแค่ 3-4 คนเท่านั้นที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งมันไม่เพียงพอเลยสำหรับ เชลซี ผมไม่สามารถออกมาพูดโกหกได้ ผมต้องพูดความจริง และผลงานในคืนนี้มันยอมรับไม่ได้เลย”
โรซีเนียร์ย้ำชัด ทุกคนต้องรับผิดชอบ
โรซีเนียร์ยังยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนที่จะหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองหรือให้ลูกทีม และพร้อมรับผิดชอบในฐานะคนคุมทีมเต็มตัว แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ชัดว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ผมมีแนวทางของตัวเอง และผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาข้อแก้ตัว ผลงานแบบนี้ยอมรับไม่ได้จากทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยผมเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบสูงสุด และมันต้องเปลี่ยนแปลง นี่คือเรื่องของความรับผิดชอบ ผมเคยปกป้องนักเตะในช่วงเวลาที่ควรทำแบบนั้น แต่ผมไม่สามารถปกป้องฟอร์มการเล่นแบบนี้ได้”
นี่คือคำพูดของโค้ชที่กำลังส่งสัญญาณแรงไปถึงห้องแต่งตัวอย่างแท้จริง ว่าเวลาของการปลอบใจกันเบาๆ ได้หมดลงแล้ว และหลังจากนี้ทุกตำแหน่งในทีมอาจถูกประเมินใหม่แบบละเอียด
ถึงเวลาผ่าทีมครั้งใหญ่
จากน้ำเสียงของโรซีเนียร์ เห็นได้ชัดว่าเกมนี้จะไม่ผ่านไปแบบเงียบๆ แน่นอน เขาประกาศชัดว่าจะประเมินทั้งทีม และดูผลงานเป็นรายบุคคล เพื่อหาว่าใครคือคนที่พร้อมสู้เพื่อสโมสรจริง และใครที่กำลังเป็นภาระมากกว่าจะเป็นกำลังหลัก
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวังจากทีมเลย ซึ่งมันต้องเปลี่ยนแปลง ผมจะประเมินทั้งทีม และจะดูเป็นรายบุคคล แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุด เกมคืนนี้ไม่ใช่เรื่องแท็กติกเลย แต่มันคือเรื่องของความกระหาย สปิริต และความกล้าหาญ ซึ่งผมไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นมากพอ มันยังห่างไกลจากคำว่าดีพอ และเราจำเป็นต้องพัฒนาจุดนี้ให้ได้”
สถานการณ์เชลซีกำลังน่าห่วงแบบจริงจัง
การแพ้ 5 นัดติดในลีกโดยยิงใครไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่สถิติชวนช็อก แต่ยังสะท้อนว่าทีมกำลังหลุดจากมาตรฐานเดิมอย่างหนัก เกมรุกไร้พิษสง เกมรับเสียทรง และที่หนักที่สุดคือสภาพจิตใจของนักเตะดูเปราะบางแบบเห็นได้ชัด
ถ้ายังไม่รีบแก้ไข เชลซีอาจไม่ได้แค่เสียความมั่นใจในระยะสั้น แต่มีสิทธิ์จมอยู่กับวงจรความพ่ายแพ้ต่อเนื่องแบบยากจะดึงกลับ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่แฟนบอลคงไม่อยากเห็นเกิดขึ้นกับทีมรักของตัวเอง
บทสรุปที่เชลซีต้องฟังให้ชัด
ความพ่ายแพ้ต่อไบรท์ตันครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ใช่คืนที่ฟอร์มหลุดธรรมดา แต่มันคือสัญญาณเตือนเต็มแรงว่าทีมชุดนี้มีปัญหาในระดับจิตใจและทัศนคติ โรซีเนียร์จึงเลือกพูดตรงแบบไม่อ้อมค้อม เพื่อเขย่าทั้งทีมให้ตื่นจากความหลงผิด และบีบให้ทุกคนต้องกลับมาทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง
สำหรับแฟนบอลที่กำลังติดตามความเคลื่อนไหวของสิงห์บลูส์แบบใกล้ชิด ยังต้องจับตาต่อว่าเชลซีจะลุกขึ้นตอบสนองอย่างไรในเกมถัดไป และใครจะยังมีที่ยืนในทีมหลังค่ำคืนอันน่าอับอายนี้ ติดตามข่าวฟุตบอลต่างประเทศ ตารางบอลวันนี้ และความเคลื่อนไหวรอบสนามได้ต่อเนื่องที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

