อ่านข่าวนี้แบบสั้น: อุรุกวัยของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า เจองานหนักตั้งแต่นัดแรก ฟุตบอลโลก 2026 หลังโดน ซาอุดีอาระเบีย ยิงนำก่อนจาก อับดุลเลาะห์ อัล-อัมรี นาที 41 ก่อนที่ มักซี่ อาเราโฮ่ จะซัดตีเสมอช่วงท้ายเกมนาที 80 จบด้วยผล 1-1 ทำให้กลุ่มเอชทั้ง 4 ทีมมีทีมละ 1 คะแนนเท่ากัน ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้
อุรุกวัยไล่เจ๊าซาอุฯ หืดจับ เกมเปิดหัวที่เดือดเกินคาด
ศึก ฟุตบอลโลก 2026 กลุ่มเอช กลายเป็นเกมที่แฟนบอลต้องลุ้นกันจนเสียงนกหวีดสุดท้าย เมื่อ อุรุกวัย ภายใต้การคุมทีมของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ทำได้เพียงเสมอ ซาอุดีอาระเบีย 1-1 ที่ไมอามี หลังเจอแผนสู้แบบไม่กลัวชื่อชั้นของทีมเศรษฐีน้ำมันเล่นงานอย่างจังในครึ่งแรก
ซาอุดีอาระเบียได้ประตูขึ้นนำในนาที 41 จาก อับดุลเลาะห์ อัล-อัมรี หลังความผิดพลาดในจังหวะเซตพีซของ เฟร์นานโด มุสเลร่า ก่อนที่ อุรุกวัยจะเร่งเครื่องหนักในครึ่งหลัง และมาได้ประตูตีเสมอจาก มักซี่ อาเราโฮ่ ในนาที 80 ทำให้แบ่งแต้มกันไปแบบหายใจไม่ทั่วท้อง
แท็กติกชนแท็กติก ซาอุฯกล้าเล่นใส่ อุรุกวัยต้องแก้เกมหนัก
เกมนี้คือการปะทะกันของสองแนวคิดฟุตบอลอย่างแท้จริง อุรุกวัยยังคงยืนไลน์สูงตามสไตล์ บิเอลซ่า เดินหน้าเพรสซิ่ง ดันผู้เล่นขึ้นไปกดดันพื้นที่อันตรายแทบตลอดเวลา แต่ ซาอุดีอาระเบีย ของ จอร์จอส โดนิส ไม่ได้เลือกตั้งรับอย่างเดียว พวกเขาใช้การต่อบอลจากแดนหลังและหาจังหวะทะลุไลน์เพรสได้อย่างชาญฉลาด
ครึ่งแรก ซาอุฯดูมีแผนที่ชัดกว่า พวกเขารู้ว่าอุรุกวัยจะพุ่งเข้าใส่เหมือนกระทิงดุ จึงเลือกเล่นเร็ว เล่นแน่นอน และรอช่องสวนกลับ ขณะที่อุรุกวัยแม้ครองเกมได้มากกว่า แต่จังหวะสุดท้ายยังขาดความเฉียบคมจนโดนลงโทษก่อนพักครึ่ง
อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลัง บิเอลซ่าปลุกทีมให้กลับมาเล่นด้วยพลังแบบ การ์ร่า ชาร์รัว จิตวิญญาณนักสู้ของอุรุกวัยที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อผลการแข่งขัน ทีมจากอเมริกาใต้บุกเป็นคลื่น กดซาอุฯแทบไม่ได้หายใจ และสุดท้ายก็ทวงประตูคืนจนได้

ช่วงพักดื่มน้ำกลายเป็นจุดเปลี่ยนของกุนซือทั้งสองฝั่ง
อีกประเด็นสำคัญของเกมนี้คือช่วงพักดื่มน้ำที่ถูกพูดถึงไม่น้อยในทัวร์นาเมนต์ เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงจังหวะให้ผู้เล่นฟื้นร่างกาย แต่กลายเป็นเวลาทองให้กุนซือปรับแท็กติกกลางสนามแบบเห็นผลทันตา
ในครึ่งแรก โดนิสใช้แผนรับมือเพรสซิ่งของอุรุกวัยได้อย่างแม่นยำ ซาอุฯอ่านสถานการณ์ขาด รู้ว่าคู่แข่งจะเร่งเข้าหาบอลเร็ว จึงเลือกหนีเพรสด้วยการออกบอลไวและหาพื้นที่ว่างระหว่างไลน์ ส่วนครึ่งหลัง บิเอลซ่ากลับมาแก้เกมด้วยการเพิ่มความเร็ว เพิ่มแรงกด และบีบพื้นที่รอบกรอบเขตโทษอย่างต่อเนื่อง
อุรุกวัยในครึ่งหลังเหมือนคนละทีม พวกเขาครองบอลมากขึ้น สร้างโอกาสต่อเนื่อง และบีบให้แนวรับซาอุฯต้องเคลียร์บอลครั้งแล้วครั้งเล่า จังหวะพักดื่มน้ำจึงกลายเป็นเหมือนช่วงเรียกสติและเติมพลังให้แท็กติกของบิเอลซ่ากลับมาทำงานเต็มระบบ
อัล-โอไวส์โชว์เซฟสุดโหด ซาอุฯยืนยันพัฒนาขึ้นจริง
ซาอุดีอาระเบียเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนในฟุตบอลโลก 2022 ด้วยการโค่นอาร์เจนตินา 2-1 และในเกมนี้พวกเขาพิสูจน์อีกครั้งว่าไม่ได้มาเป็นแค่ไม้ประดับของทัวร์นาเมนต์ การยืนระยะสู้กับอุรุกวัยจนแบ่งแต้มได้ คือสัญญาณชัดว่าทีมชุดนี้เติบโตขึ้นอย่างจริงจัง
คนที่ต้องยกเครดิตให้มากที่สุดคือ โมฮัมเหม็ด อัล-โอไวส์ ผู้รักษาประตูวัย 34 ปี ที่โชว์ฟอร์มเหนียวหนึบ แม้มีจังหวะพลาดในประตูตีเสมอ แต่ตลอดทั้งเกมเขาคือกำแพงสำคัญของซาอุฯ โดยเฉพาะช่วงท้ายที่ป้องกันลูกยิงของ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกจากนายด่านจอมหนึบแล้ว โมฮาเหม็ด คานโน่ จาก อัล-ฮิลาล ก็ทำงานในแดนกลางได้แข็งแกร่ง ต้องดวลกับแข้งระดับ โรดริโก้ เบนตันกูร์ และ มานูเอล อูการ์เต้ แต่ยังเอาตัวรอดและช่วยทีมคุมจังหวะสำคัญได้หลายครั้ง นี่คือภาพสะท้อนของลีกซาอุฯที่ลงทุนทั้งโครงสร้างและคุณภาพนักเตะอย่างต่อเนื่อง

ครึ่งหลังเดือดเหมือนพายุ แต่อุรุกวัยยังขาดคม
ครึ่งหลังของเกมนี้แทบจะกลายเป็นการบุกฝ่ายเดียวของอุรุกวัย บอลถูกโยน ถูกจ่าย และถูกกดเข้าใส่พื้นที่อันตรายของซาอุดีอาระเบียแบบไม่หยุด แนวรับซาอุฯต้องใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ และความนิ่งเพื่อเอาตัวรอดจากแรงกดดันมหาศาล
สถิติเกมรุกสะท้อนภาพชัดเจน อุรุกวัยมีโอกาสยิงรวม 27 ครั้ง เข้ากรอบ 10 ครั้ง ได้เตะมุม 14 ครั้ง และครองบอลมากถึง 66.8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียยิงรวม 7 ครั้ง เข้ากรอบ 3 ครั้ง แต่พวกเขาใช้ความเหนียวแน่นและวินัยเกมรับประคองผลการแข่งขันเอาไว้ได้
มักซี่ อาเราโฮ่ คือคนที่ช่วยชีวิตอุรุกวัยจากความพ่ายแพ้ หลังตามซ้ำจังหวะที่ อัล-โอไวส์ ปัดบอลมาเข้าทาง ก่อนยิงตีเสมอได้สำเร็จในนาที 80 แต่แม้จะมีเวลาเหลือให้โหมต่อ อุรุกวัยก็ยังเจาะประตูชัยไม่เข้า
ดาร์วิน นูนเญซ เงียบสนิท บิเอลซ่าถอดออกตั้งแต่พักครึ่ง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตาหนักคือฟอร์มของ ดาร์วิน นูนเญซ อดีตกองหน้าลิเวอร์พูล ที่เกมนี้แทบไม่มีบทบาทในแนวรุกของอุรุกวัย เขาไม่มีโอกาสยิงเข้ากรอบ และมีส่วนร่วมกับบอลเพียง 8 ครั้ง ก่อนถูก บิเอลซ่า เปลี่ยนออกในช่วงพักครึ่ง แล้วส่ง อากุสติน คาน็อบบิโอ ลงมาแทน
นี่คือสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงสำหรับ นูนเญซ เพราะจากกองหน้าที่เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหัวหอกน่ากลัวของยุโรปสมัยเล่นให้ เบนฟิก้า ตอนนี้เจ้าตัวอายุ 26 ปี และเพิ่งแยกทางกับ อัล-ฮิลาล แบบยินยอมร่วมกัน ทำให้กลายเป็นนักเตะไร้สังกัด
การออกสตาร์ตฟุตบอลโลกด้วยฟอร์มเงียบแบบนี้ ย่อมไม่ช่วยเพิ่มแรงดึงดูดต่อสโมสรยุโรปที่อาจสนใจคว้าตัวเขากลับไปเล่นในลีกใหญ่ และอาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งนักเตะและทีมชาติอุรุกวัยต้องรีบหาคำตอบก่อนเกมต่อไป

กลุ่มเอชเปิดกว้าง ทุกทีมมี 1 แต้มเท่ากัน
ผลเสมอ 1-1 นัดนี้ทำให้สถานการณ์กลุ่มเอชเปิดกว้างแบบสุดขีด เพราะก่อนหน้านั้น เคปเวิร์ดก็แบ่งแต้มกับ สเปน ได้เช่นกัน ส่งผลให้ อุรุกวัย ซาอุดีอาระเบีย สเปน และ เคปเวิร์ด มีทีมละ 1 คะแนนเท่ากันทั้งหมดหลังจบนัดแรก
โปรแกรมต่อไป อุรุกวัยจะยังอยู่ที่ไมอามีเพื่อพบ เคปเวิร์ด ส่วน ซาอุดีอาระเบียต้องเจองานหินกับ สเปน ที่แอตแลนตา เกมนี้จึงไม่ใช่แค่ผลเสมอธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของดราม่ากลุ่มเอชที่พร้อมพลิกได้ทุกหน้า
บ้านกีฬามองเกมนี้ อุรุกวัยรอดได้แต่ยังไม่น่าไว้ใจ
สำหรับบ้านกีฬา เกมนี้ทำให้เห็นชัดว่าอุรุกวัยยังมีพลังบุกดุดันและหัวใจนักสู้เต็มตัว แต่ปัญหาคือความเฉียบขาดในพื้นที่สุดท้าย และการรับมือจังหวะสวนกลับที่ยังมีช่องให้คู่แข่งเล่นงาน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียสมควรได้รับคำชมเต็มปาก เพราะเล่นอย่างมีระบบ มีวินัย และไม่กลัวศักดิ์ศรีของทีมใหญ่
ถ้าอุรุกวัยต้องการไปไกลในฟุตบอลโลกครั้งนี้ บิเอลซ่าต้องรีบแก้เกมรุกให้คมกว่าเดิม โดยเฉพาะตำแหน่งกองหน้าที่ต้องมีตัวจบสกอร์ชัดเจน ส่วนซาอุฯหากรักษาความแน่นอนแบบนี้ต่อไป พวกเขามีโอกาสสร้างปัญหาให้สเปนได้แน่นอน ติดตามข่าวฟุตบอลโลก 2026 ผลบอลล่าสุด และบทวิเคราะห์เกมสำคัญได้ต่อเนื่องที่ ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา

