เวทีสวนลุมฯ สัญญาณการเมืองเกมใหญ่ในเมืองหลวง
ค่ำวันที่ 30 มกราคม 2569 พรรคภูมิใจไทยยกทีมตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในกรุงเทพมหานครที่ สวนลุมพินี โดยมีแกนนำและทีมผู้ช่วยหาเสียงขึ้นเวทีครบ ทั้งสายการเมือง สายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต เพื่อสื่อสารนโยบายรับมือโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งปากท้อง ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสังคม
ภาพรวมบนเวทีครั้งนี้อ่านได้ชัดว่า พรรคต้องการ “ปักธงความพร้อม” ในฐานะทีมที่จัดชุดนโยบายและทีมทำงานได้ทันที และพยายามยกระดับบรรยากาศจากการเมืองแบบปะทะ ไปสู่การเมืองแบบ “มีสาระ มีข้อเสนอ และมีสัญลักษณ์” ให้คนเมืองจับต้องได้
“รัฐบาลของคนไทย 100%” คำประกาศที่ตั้งใจยิงตรงไปที่ประเด็นอธิปไตย
ไฮไลต์สำคัญคือถ้อยคำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประกาศว่า “รัฐบาลภูมิใจไทยคือรัฐบาลของคนไทย 100%” พร้อมโยงเข้ากับประเด็นความสัมพันธ์กับต่างประเทศและการตัดสินใจเชิงอธิปไตย โดยเขาเล่าว่ามีฝ่ายนอกประเทศแสดงท่าทีทางการเมือง และย้ำว่าหากประชาชนต้องการรัฐบาลที่ยืนบนผลประโยชน์ไทย ก็ให้สนับสนุนพรรคของตน
แก่นของประโยคนี้ไม่ได้แค่ปลุกอารมณ์รักชาติ แต่มันคือการสร้าง “กรอบคิด” ให้ผู้ฟังมองการเลือกตั้งเป็นเรื่องความมั่นคงและศักดิ์ศรีประเทศ ไม่ใช่แค่การแข่งขันนโยบายรายวัน ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้ได้เสมอในทุกยุคที่สังคมกังวลเรื่องชายแดน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือความไว้วางใจต่อผู้นำ

4 คำสั่งประชาชนที่อนุทินยึดเป็นธง – รักษาแผ่นดิน ปกป้องสถาบัน ไม่เปิดด่าน และยืนด้วยลำแข้ง
บนเวที อนุทินพยายาม “สรุปเสียงประชาชน” ให้กลายเป็นคำสั่งสั้น ๆ ที่คนจำได้ โดยแกนหลักที่เขาพูดซ้ำและขยายความมีหลายมิติ
- รักษาแผ่นดินและไม่ยอมให้ใครมารุกราน
- ย้ำว่าจะไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชาตามที่เขาระบุว่าเป็นเสียงเรียกร้องที่ได้ยินทั่วประเทศ
- ปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ
- ชูแนวคิดคนไทยต้องยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่มองประชาชนเป็น “คนแบมือ” และให้รัฐเปิดโอกาสมากกว่าการหว่านแจก
ส่วนที่น่าสังเกตคือ เขาเชื่อมประเด็น “ปากท้อง” เข้ากับ “ศักดิ์ศรี” และ “ความมั่นคง” เพื่อทำให้ภาพรัฐบาลที่เสนอ ไม่ได้เป็นแค่ทีมเศรษฐกิจ แต่เป็นทีมที่พร้อม “เฝ้าบ้าน” ในความหมายทางการเมืองเต็มรูปแบบ
จุดยืนต่อมาตรา 112 และหมวด 1-2 ประเด็นร้อนที่ประกาศว่าไม่มีทางสำเร็จ
อีกช่วงที่เสียงปรบมือดังเป็นพิเศษคือการประกาศจุดยืนเรื่อง มาตรา 112 และการแก้รัฐธรรมนูญในหมวด 1-2 โดยอนุทินยืนยันบนเวทีว่า “ไม่มีวันเกิดขึ้น และไม่มีวันสำเร็จ” พร้อมตั้งกรอบว่า สิทธิในการแสดงความเห็นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และย้ำการปกป้องสถาบัน
ประเด็นนี้เป็น “คีย์เวิร์ดการเมืองไทย” ที่วนกลับมาทุกครั้งใกล้เลือกตั้ง เพราะมันแตะทั้งความเชื่อ ความรู้สึก ความกลัว และความหวังของคนจำนวนมาก พรรคที่เลือกยืนข้างใดข้างหนึ่งชัด ๆ มักได้ฐานเสียงที่เหนียวแน่นขึ้น แต่ก็แลกมากับการยกระดับความตึงเครียดทางการเมืองในสังคม ซึ่งเป็นเกมที่ต้องบริหารให้ดี หากไม่อยากให้บ้านเมืองกลับไปติดหล่มความขัดแย้งซ้ำเดิม

ชายแดนไทย-กัมพูชา กับการทูตเชิงอำนาจต่อรองที่ยกขึ้นมาพูดแบบไม่เกรงใจใคร
บนเวทีเดียวกัน อนุทินยกกรณีถ้อยคำจากฝั่ง กัมพูชา ที่เขาระบุว่ามีการโพสต์ทำนองข่มขู่เรื่องสงคราม และโยงไปสู่การตัดสินใจเลือกตั้งของคนไทย พร้อมเหน็บว่าหากอยากได้รัฐบาลที่อีกฝ่ายเลือกให้ ก็เลือกพรรคอื่นได้ แต่ถ้าอยากได้รัฐบาลของคนไทย ก็ให้สนับสนุนพรรคของตน
ส่วนที่เขาใช้เป็นหมัดเด็ดคือคำว่า “อำนาจต่อรอง” เขาพยายามทำให้ผู้ฟังเห็นว่า การไม่ยอมอ่อนข้อไม่ใช่การหาเรื่อง แต่คือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และเขายังตอกย้ำว่าการตัดสินใจทุกอย่างต้องทำให้ไทย “ชนะและได้เปรียบ”
วาทะ “เรียกไอ้หนูได้เลย” การเมืองแบบเข้าถึงคนที่ตั้งใจให้จำได้
ประโยคที่กลายเป็นไวรัลบนเวที คือการที่อนุทินบอกผู้ฟังให้เรียกเขาว่า “ไอ้หนู” ได้เลย และชวนให้คนตะโกนเรียกซ้ำ ๆ โดยเขาพูดในเชิงว่าเป็นสิริมงคล และเป็นสัญญาณของความรักความผูกพันระหว่างผู้นำกับประชาชน
ในมุมการสื่อสารทางการเมือง นี่คือเทคนิคคลาสสิกของการ “ลดระยะห่าง” ผู้นำไม่ยืนบนเวทีในฐานะคนเหนือหัว แต่ยืนแบบคนบ้านเดียวกัน คุยกันได้ แซวกันได้ และทำให้คนรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิเรียก มีสิทธิถาม มีสิทธิทวง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีในระยะยาว

ทีมเศรษฐกิจขึ้นเวที – ศุภจีและเอกนิติชูนโยบายทักษะ AI และการลงทุน
นอกจากตัวหัวหน้าพรรค เวทียังให้พื้นที่กับทีมที่ถูกวางให้เป็นหัวหอกเศรษฐกิจ โดยมี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ขึ้นเวทีนำเสนอแนวคิดในโทน “พูดเป็นตัวเลข พูดเป็นแผน” และเน้นการทำให้ประเทศเดินหน้าด้วยความหวัง ไม่ใช่การปลุกความเกลียดชัง
ในรายงานที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง มีการยกแนวคิดพัฒนาทักษะด้าน AI การทำ Skill-bridge โซลาร์ในชุมชน การมองเศรษฐกิจโลกและเวทีนานาชาติอย่าง World Economic Forum ที่ ดาโวส รวมถึงการต่อรองในนาม Team Thailand ซึ่งเป็นชุดเนื้อหาที่ “พยายามขายอนาคต” มากกว่าขายอารมณ์
เสียงสะท้อนจากดร.ธนชาติ – ชื่นชมการหาเสียงแบบสุภาพและมีวิชาการ
หลังเวทีจบ กระแสอีกชุดที่ช่วยเติมน้ำหนักให้ภาพลักษณ์ “การเมืองน้ำดี” คือโพสต์ของ ธนชาติ นุ่มนนท์ ที่ออกมาชื่นชมการปราศรัยของศุภจีและเอกนิติ โดยย้ำความประทับใจต่อการพูดเชิงนโยบาย การใช้ข้อมูลตัวเลข การไม่สร้างความขัดแย้ง และการชวนให้เลือกอนาคตด้วยความหวังมากกว่าความโกรธแค้น
เขายังเล่าประสบการณ์การทำงานร่วมกับเอกนิติในอดีตในเชิงระบบงานจริง เช่นแนวคิดองค์กรขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการทำงานแบบมีระเบียบวินัย จนสรุปว่า “บ้านเมืองต้องการคนทำเป็น” มากกว่านักพูด ซึ่งทำให้ภาพพรรคในวันนั้นไม่ได้มีแค่ความดุดันด้านความมั่นคง แต่มีมิติของ “ทีมทำงาน” แทรกอยู่ด้วย

ภาพหลังเวที – เก็บขยะ เก็บเก้าอี้ และการเมืองเชิงสัญลักษณ์
อีกซีนที่ถูกเล่าต่อคือ หลังปราศรัยเสร็จ อนุทินนำทีมแกนนำช่วยกันเก็บขยะและเก็บเก้าอี้บริเวณหน้าเวที พร้อมพูดทำนองว่า “เก็บกวาดบ้านเมืองให้เรียบร้อย”
สำหรับการเมืองยุคนี้ ภาพแบบนี้ไม่ใช่แค่กิจกรรมหลังงาน แต่เป็นสัญญะทางการเมืองชัด ๆ – บอกว่าพรรคอยากถูกมองว่าเป็นทีมที่ลงมือทำเอง รับผิดชอบเอง และไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนอื่น เก่งไม่เก่งอีกเรื่อง แต่ “ความตั้งใจให้เห็น” ถูกออกแบบมาแล้ว
อ่านเกมให้ขาดก่อนกากบาท – ประชาชนควรถามอะไรกับทุกพรรค รวมถึงภูมิใจไทย
การปราศรัยอาจทำให้ฮึกเหิม แต่การเลือกตั้งที่ดีควรพาเราไปไกลกว่าคำคมบนเวที ไม่ว่าคุณจะเชียร์พรรคไหน คำถามพื้นฐานที่ใช้ได้ตลอดกาลคือ
- นโยบายหลักทำได้จริงแค่ไหน ใช้งบเท่าไร หาเงินจากไหน
- ถ้าบอกว่าไม่เน้นแจก แล้วจะทำให้คนมีรายได้เพิ่มด้วยเครื่องมืออะไร
- เรื่องความมั่นคงและชายแดน มีแผนระยะสั้น ระยะยาว และช่องทางเจรจาอย่างไร
- ทีมที่จะมาทำงานเป็นใคร มีผลงานและความรับผิดชอบต่อสาธารณะได้แค่ไหน
- เมื่อได้อำนาจแล้ว จะยอมให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใสหรือไม่
คำถามพวกนี้เป็น “เกราะกันหลงเวที” ที่ช่วยให้เราไม่ตัดสินอนาคตประเทศด้วยอารมณ์เพียงคืนเดียว

สรุป
เวทีสวนลุมพินีวันที่ 30 มกราคม 2569 คือการประกาศตัวของพรรคภูมิใจไทยในสนามเมืองหลวงแบบเต็มพิกัด อนุทินใช้ถ้อยคำหนักแน่นเรื่องอธิปไตย ชายแดน และจุดยืนต่อมาตรา 112 ควบคู่กับการสื่อสารแบบเข้าถึงคนผ่านวาทะ “ไอ้หนู” ขณะที่ทีมเศรษฐกิจพยายามเติมความน่าเชื่อถือด้วยแนวคิดเชิงข้อมูลและการพัฒนาทักษะอนาคต ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่าเกมเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ “ใครพูดมันกว่า” แต่แข่งกันว่า “ใครทำให้คนเชื่อได้ว่าเอาประเทศอยู่”
ขอบคุณรูปภาพจาก thairath
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

