เบลลิงแฮมระเบิดสองตุง สิงโตคำรามแซงนอร์เวย์ต่อเวลา ลิ่วตัดเชือกชนอาร์เจนตินา

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

อ่านข่าวนี้แบบสั้น: จู๊ด เบลลิงแฮม สวมบทฮีโร่เหมาคนเดียว 2 ประตู พาอังกฤษพลิกสถานการณ์จากตามหลังนอร์เวย์ ก่อนเฉือนชนะ 2-1 หลังต่อเวลาพิเศษ ทะยานเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 เป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์ พร้อมหยุดเส้นทางสุดมหัศจรรย์ของเออร์ลิง ฮาลันด์ และทัพไวกิ้ง โดยด่านต่อไปคือศึกเดือดกับอาร์เจนตินา ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้

เบลลิงแฮมแบกอังกฤษ พลิกเกมเดือดดับฝันไวกิ้ง

ทีมชาติอังกฤษ ตีตั๋วเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ หลังเปิดศึกสุดทรหดกับนอร์เวย์ท่ามกลางอากาศร้อนระอุที่ไมอามี ก่อนพลิกกลับมาเฉือนชนะ 2-1 หลังต้องลากเกมยาวถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ

เกมนี้นอร์เวย์เป็นฝ่ายช็อกแฟนสิงโตคำรามก่อน เมื่ออันเดรียส เชลเดอรุป ซัดประตูขึ้นนำในครึ่งแรก แม้รูปเกมส่วนใหญ่จะตกเป็นรอง แต่ความเฉียบคมของทัพไวกิ้งทำให้อังกฤษต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนหมดครึ่งแรก จู๊ด เบลลิงแฮม ระเบิดความสามารถเฉพาะตัว ปิดฉากการต่อบอลอันยอดเยี่ยมของทีมด้วยประตูตีเสมอสุดสวย ปลุกอังกฤษให้กลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง

เมื่อการแข่งขันต้องเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ ดาวเตะคนสำคัญของอังกฤษก็กลับมาสวมบทพระเอกอีกครั้งในนาทีที่ 93 หลังโอเรียน นีลันด์ ผู้รักษาประตูนอร์เวย์รับลูกยิงอันรุนแรงของมอร์แกน โรเจอร์ส ไม่อยู่ ก่อนที่เบลลิงแฮมจะอ่านจังหวะได้เฉียบขาดและตามซ้ำเข้าไปเป็นประตูชัย 2-1

ศึกที่ทุกคนจับตาฮาลันด์กับเคน แต่เบลลิงแฮมขโมยเวที

ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น สายตาแทบทุกคู่จับจ้องไปยังการเผชิญหน้าระหว่างเออร์ลิง ฮาลันด์ และแฮร์รี เคน สองเครื่องจักรถล่มประตูระดับโลก แต่เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น คนที่ยึดเวทีทั้งหมดกลับเป็นกองกลางหมายเลข 10 ของอังกฤษ

เบลลิงแฮมไม่ได้เพียงยิงสองประตู แต่ยังเป็นนักเตะที่สร้างความแตกต่างในเกมซึ่งสูสีแทบทุกมิติ ทั้งสองทีมมีโอกาสยิงฝ่ายละ 10 ครั้ง และตรงกรอบทีมละ 5 ครั้ง ขณะที่ต่างฝ่ายต่างเคยส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายก่อนถูกริบคืนจากการตัดสิน

อังกฤษโดนจับล้ำหน้า ส่วนประตูของนอร์เวย์ถูกยกเลิกหลังผู้ตัดสินวิดีโอตรวจพบการทำฟาวล์ของฮาลันด์ก่อนเกิดจังหวะยิง นอกจากนี้ อังกฤษยังเคยได้จุดโทษหลังประตูที่สองของเบลลิงแฮม แต่คำตัดสินถูกเปลี่ยนหลังตรวจสอบภาพย้อนหลัง

นี่เป็นเกมที่สองติดต่อกันในรอบน็อกเอาต์ซึ่งเบลลิงแฮมก้าวขึ้นมาเป็นตัวตัดสิน หลังเพิ่งยิงสองประตูในชัยชนะสุดระทึกเหนือเม็กซิโก 3-2 เมื่อสัปดาห์ก่อน ความเยือกเย็น การหาพื้นที่ และจังหวะเข้าทำของเขา กลายเป็นอาวุธที่พาอังกฤษเดินหน้าต่อบนเส้นทางล่าแชมป์โลก

นอร์เวย์หยุดเส้นทางมหัศจรรย์ แต่กลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี

แม้ต้องยุติเส้นทางในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ผลงานของ ทีมชาตินอร์เวย์ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้คู่ควรกับเสียงปรบมือ พวกเขาไม่เคยผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศมาก่อน และยังเพิ่งกลับมาเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในศตวรรษนี้

ก่อนการแข่งขัน นอร์เวย์อยู่เพียงอันดับ 32 ของโลกในเดือนมกราคม และขยับขึ้นมาอันดับ 31 ตอนเปิดทัวร์นาเมนต์ จึงแทบไม่มีใครมองว่าทีมของพวกเขาจะเดินทางมาไกลถึงจุดนี้ แม้จะมีฮาลันด์เป็นหัวหอก และมีมาร์ติน โอเดการ์ด คอยบัญชาการเกมก็ตาม

ทัพไวกิ้งสร้างผลงานสะเทือนเวทีด้วยการเอาชนะทั้งเซเนกัล ไอวอรีโคสต์ และเขี่ยบราซิลเจ้าของแชมป์โลก 5 สมัยตกรอบ เส้นทางทั้งหมดไม่ได้เกิดจากโชค แต่เป็นผลจากวินัย ความแข็งแกร่ง และความกล้าที่จะต่อสู้กับทุกทีมโดยไม่หวั่นชื่อชั้น

นอกสนาม แฟนบอลนอร์เวย์ยังสร้างสีสันด้วยกิจกรรม “Viking Row” ตามสถานที่ต่าง ๆ ในนิวยอร์ก รวมถึงการเดินทางสนับสนุนทีมทั้งในบอสตัน ดัลลัส และไมอามี จนกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มกองเชียร์ที่ได้รับความชื่นชอบมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์

ความพ่ายแพ้ต่ออังกฤษอาจปิดฉากความฝัน แต่ฮาลันด์และเพื่อนร่วมทีมได้พิสูจน์แล้วว่านอร์เวย์กลับมายืนบนเวทีใหญ่ด้วยศักยภาพที่ไม่มีใครมองข้ามได้อีกต่อไป

อังกฤษเจออาร์เจนตินา ศึกแค้นข้ามยุครอระเบิดที่แอตแลนตา

หลังจบเกมที่ไมอามี อังกฤษต้องรอผลการแข่งขันอีกคู่ ก่อนที่อาร์เจนตินาจะเฉือนชนะสวิตเซอร์แลนด์ 2-1 หลังต่อเวลาพิเศษ ทำให้รอบรองชนะเลิศที่แอตแลนตากลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างสองชาติที่มีประวัติศาสตร์อันดุเดือดบนเวทีฟุตบอลโลก

หนึ่งในความทรงจำที่ฝังลึกคือฟุตบอลโลก 1986 เมื่อดีเอโก มาราโดนา ยิงทั้งประตูที่ได้รับการขนานนามว่า “ประตูแห่งศตวรรษ” และประตู “หัตถ์พระเจ้า” ในเกมเดียวกัน ก่อนพาอาร์เจนตินาเขี่ยอังกฤษตกรอบ

ปี 1998 อังกฤษต้องพ่ายในการดวลจุดโทษ หลังเดวิด เบ็คแฮม ถูกใบแดง ขณะที่ปี 2002 เบ็คแฮมกลับมาแก้ตัวด้วยการยิงจุดโทษพาอังกฤษเอาชนะอาร์เจนตินาในรอบแบ่งกลุ่ม

ครั้งนี้อังกฤษต้องรับมือกับอาร์เจนตินาที่มีลิโอเนล เมสซี เป็นหัวใจสำคัญ จึงเป็นบททดสอบที่หนักกว่าเดิมหลายเท่า ขณะเดียวกัน เบลลิงแฮม เคน และแนวรุกของสิงโตคำรามก็พร้อมพิสูจน์ว่าพวกเขามีดีพอจะก้าวผ่านแชมป์เก่าและไปถึงเกมชิงแชมป์

ถึงเวลาของอังกฤษ หรือความฝันจะพังอีกครั้ง

เดือนนี้ครบรอบ 60 ปี นับตั้งแต่อังกฤษคว้าแชมป์โลกเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 1966 และนั่นยังเป็นการเข้าชิงฟุตบอลโลกครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของพวกเขา

แม้พรีเมียร์ลีกจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก แต่ทีมชาติอังกฤษยังไม่สามารถเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นความสำเร็จระดับแชมป์ได้ พวกเขาเคยเข้าชิงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2021 และ 2024 แต่จบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ทั้งสองครั้ง

การผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศครั้งนี้เป็นเพียงครั้งที่ 4 ของอังกฤษ โดยสองครั้งก่อนหน้านั้นจบลงด้วยความเจ็บปวด ทั้งการแพ้เยอรมนีตะวันตกในการดวลจุดโทษปี 1990 และการพ่ายโครเอเชียช่วงต่อเวลาพิเศษในปี 2018

ภายใต้การคุมทีมของโธมัส ทูเคิล อังกฤษยังมีจุดที่ต้องเร่งปรับปรุง แม้ทีมจะแสดงให้เห็นถึงหัวใจและความแข็งแกร่งในการเอาตัวรอดจากเกมกดดัน แต่ผลงานโดยรวมยังไม่สมบูรณ์แบบ และต้องยกระดับขึ้นอีกขั้นเมื่อต้องเจอกับอาร์เจนตินา

อย่างไรก็ตาม การมีเบลลิงแฮมที่กำลังร้อนแรง พร้อมขุมกำลังซึ่งยังเชื่อมั่นในเป้าหมายเดียวกัน ทำให้แฟนบอลอังกฤษมีเหตุผลมากพอที่จะฝันอีกครั้งว่า ปี 2026 อาจเป็นปีที่คำว่า “ฟุตบอลกลับบ้าน” เข้าใกล้ความจริงมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

เส้นทางล่าแชมป์ยังไม่จบ

ชัยชนะเหนือนอร์เวย์ไม่ใช่เพียงการผ่านเข้ารอบ แต่เป็นอีกหนึ่งเกมที่แสดงให้เห็นว่าอังกฤษสามารถเอาตัวรอดได้ แม้ต้องตกเป็นฝ่ายตามหลังและเผชิญแรงกดดันมหาศาล ทว่าศึกกับอาร์เจนตินาจะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่า สิงโตคำรามชุดนี้พร้อมก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีนัดชิงหรือไม่

ติดตามข่าวฟุตบอลโลก 2026 ผลบอลทีมชาติอังกฤษ โปรแกรมรอบรองชนะเลิศ และทุกความเคลื่อนไหววงการฟุตบอลแบบเข้มข้นได้ที่ ข่าวพรีเมียร์ลีกบ้านกีฬา

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา