กระแสการเดินทางพบปะผู้นำระดับสูงในภูมิภาคอาเซียนของ 3 อดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตร ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร กลายเป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังมีข้อเสนอให้มองบทบาทของทั้งสามคนในฐานะ “ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน” ซึ่งอาจใช้ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และเครือข่ายระหว่างประเทศ ช่วยเปิดประตูการค้า การลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงขึ้น ประเทศต่างๆ ต่างเร่งสร้างพันธมิตร ดึงดูดเงินลงทุน และมองหาตลาดใหม่ การมีบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศและมีสายสัมพันธ์กับผู้นำต่างชาติ จึงถูกมองว่าอาจเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจ แม้จะไม่ได้ดำเนินการในฐานะตัวแทนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลก็ตาม
จุดเริ่มต้นจากการพบผู้นำอินโดนีเซีย
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง นายทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ และนางสาวแพทองธาร เดินทางไปพบกับ นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569
การพบปะเป็นไปในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค แนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนโอกาสด้านการลงทุนและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ในระหว่างการหารือ นายทักษิณ ซึ่งมีบทบาทเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของดานันทารา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสการลงทุน แนวทางบริหารสินทรัพย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
ภาพการพบปะของอดีตผู้นำไทยทั้ง 3 คนกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เพราะนอกจากจะสะท้อนความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่ยังคงแน่นแฟ้นแล้ว ยังทำให้เกิดคำถามว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวจะสามารถต่อยอดเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากเพียงใด
พร้อมพงศ์ชูแนวคิด ‘ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน’
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นว่า การพบปะผู้นำระดับสูงของประเทศในภูมิภาคอาเซียนควรถูกมองเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้การเดินทางของทั้ง 3 อดีตนายกรัฐมนตรีจะถูกจับตาและมีข้อสงสัยจากบางฝ่าย แต่การมีความคิดเห็นแตกต่างถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยให้ความขัดแย้งทางการเมืองบดบังโอกาสที่จะนำไปสู่การสร้างงาน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายพร้อมพงศ์ย้ำว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นการดำเนินการในนามส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแสดงหรือวัดพลังทางการเมือง
แม้ นายทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ และนางสาวแพทองธาร จะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลไทย แต่หากสามารถใช้ประสบการณ์ แนวคิด และเครือข่ายที่มีอยู่ เพื่อประสานความร่วมมือหรือสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ก็ควรพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับ
แนวคิดดังกล่าวจึงนำไปสู่การเปรียบเทียบว่า อดีตนายกรัฐมนตรีอาจทำหน้าที่เสมือน “ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน” ช่วยเชื่อมโยงโอกาส เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยผ่านความสัมพันธ์ที่สั่งสมมา

เครือข่ายระหว่างประเทศอาจกลายเป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจ
ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านราคา สินค้า หรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ ความเชื่อมั่น และเครือข่ายระหว่างประเทศ
อดีตผู้นำประเทศมักมีประสบการณ์ด้านการเจรจาระหว่างประเทศ เข้าใจกลไกเศรษฐกิจ และมีสายสัมพันธ์กับผู้นำ นักธุรกิจ รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่ในหลายประเทศ ความสัมพันธ์เหล่านี้อาจช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล มองเห็นโอกาสใหม่ และเปิดช่องทางการหารือได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม บทบาทลักษณะนี้ควรเป็นส่วนสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่การแทนที่กลไกทางการทูตหรือหน่วยงานของรัฐ เพราะการเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงทางการค้า การลงทุน หรือความร่วมมือระดับประเทศ ยังจำเป็นต้องดำเนินการผ่านขั้นตอนอย่างเป็นทางการ
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนความสัมพันธ์ส่วนบุคคลให้กลายเป็นโอกาสที่จับต้องได้ พร้อมมีการประสานงานอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
เสนอรัฐบาลเร่งต่อยอดจากการพบปะสู่ผลลัพธ์จริง
นายพร้อมพงศ์เสนอให้รัฐบาลนำโอกาสจากการพบปะและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปต่อยอดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่
- การขยายตลาดการค้าและการส่งออก
- การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
- การส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสมัยใหม่
- การสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยว
- การเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร
- การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
- การยกระดับวิสาหกิจชุมชนและแรงงานไทย
เป้าหมายสำคัญไม่ควรหยุดอยู่เพียงการพบปะหรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ต้องสามารถเปลี่ยนเป็นการค้า การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ที่กระจายไปถึงประชาชน
หากมีตลาดใหม่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการไทยอาจมีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น หากมีการลงทุนใหม่ก็อาจนำไปสู่การสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรม ขณะที่ภาคเกษตรและธุรกิจชุมชนอาจได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศมากขึ้น
จากคอนเนกชันสู่รายได้ประชาชน คือโจทย์สำคัญ
คำว่า “คอนเนกชัน” มักถูกมองในหลายมิติ แต่ในบริบทเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เครือข่ายที่ดีสามารถช่วยเปิดประตูให้เกิดการเจรจา สร้างความไว้วางใจ และลดระยะเวลาในการเข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวนการพบปะหรือภาพร่วมกับผู้นำต่างประเทศเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น
ตลาดส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่
มีเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศมากเพียงใด
เกิดการจ้างงานใหม่หรือไม่
ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้นหรือไม่
เกษตรกรขายสินค้าได้ในราคาที่ดีขึ้นหรือไม่
ประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพียงใด
หากเครือข่ายระดับผู้นำสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์เหล่านี้ได้ บทบาทของอดีตผู้นำในฐานะผู้ช่วยเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจก็อาจมีคุณค่าอย่างชัดเจน
การทูตเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรัฐบาล
การทูตเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือที่หลายประเทศใช้เพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยปกติรัฐบาล กระทรวง หน่วยงานด้านการค้า และสถานทูตจะมีบทบาทสำคัญ
แต่ในโลกที่การเชื่อมโยงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาคเอกชน นักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงอดีตผู้นำประเทศ ก็สามารถมีส่วนช่วยสร้างความสัมพันธ์และเปิดโอกาสใหม่ได้เช่นกัน
บุคคลเหล่านี้อาจช่วยสร้างช่องทางเบื้องต้น ก่อนที่หน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจจะเข้ามาพัฒนาเป็นโครงการหรือข้อตกลงอย่างเป็นทางการ โดยต้องมีการกำหนดบทบาทที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างภารกิจส่วนบุคคลกับนโยบายของรัฐบาล
ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสม และการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นมุ่งสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง
จับตารัฐบาลจะเปลี่ยนโอกาสเป็นผลงานได้หรือไม่
ข้อเสนอให้ 3 อดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตรทำหน้าที่เสมือน “ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน” กำลังกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เพราะด้านหนึ่งถูกมองว่าเป็นการนำประสบการณ์และเครือข่ายระดับนานาชาติมาช่วยสร้างโอกาสให้ประเทศ แต่อีกด้านยังมีเสียงเรียกร้องให้แยกบทบาทส่วนบุคคลออกจากการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุด คุณค่าของบทบาทดังกล่าวจะไม่ได้อยู่ที่สถานะ ชื่อเสียง หรือความสัมพันธ์ทางการเมือง แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นผลลัพธ์จริง
หากทุกการพบปะสามารถต่อยอดเป็นตลาดใหม่ ทุกความร่วมมือสามารถพัฒนาเป็นการลงทุน และทุกเครือข่ายสามารถสร้างงานและรายได้ให้ประชาชนได้ ประเทศไทยก็อาจได้รับประโยชน์จากทรัพยากรทางความสัมพันธ์ที่มีอยู่
แต่หากไม่มีการประสานงาน ไม่มีโครงการต่อยอด หรือไม่มีผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ การพบปะก็อาจจบลงเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
โจทย์สำคัญจากนี้จึงอยู่ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถนำแนวคิด ข้อเสนอ และโอกาสที่เกิดขึ้น มาพัฒนาเป็นความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จริงมากน้อยเพียงใด
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

