อ่านข่าวนี้แบบสั้น: โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือโปรตุเกส ไม่ยืนยันว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะได้ออกสตาร์ตเกมฟุตบอลโลก 2026 กับอุซเบกิสถานหรือไม่ หลังถูกวิจารณ์หนักจากฟอร์มในเกมเสมอคองโก 1-1 แต่เจ้าตัวยังได้รับแรงหนุนจากโค้ช ก่อนสุดท้ายตอบโต้เสียงกดดันด้วยการยิง 2 ประตู พาโปรตุเกสถล่มอุซเบกิสถาน 5-0 ส่วนรายละเอียดทั้งหมดติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้
มาร์ติเนซยังไม่แบไต๋ โรนัลโด้จะตัวจริงหรือไม่
บรรยากาศแคมป์ ทีมชาติโปรตุเกส ก่อนเกมฟุตบอลโลก 2026 กับอุซเบกิสถาน ร้อนแรงทันทีเมื่อประเด็นใหญ่ถูกจับไปที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงวัย 41 ปี หลังเจ้าตัวทำผลงานไม่น่าประทับใจในเกมเปิดสนามที่โปรตุเกสเสมอคองโก 1-1
โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือโปรตุเกส ถูกถามตรง ๆ ว่าโรนัลโด้จะยังมีชื่อเป็น 11 ตัวจริงหรือไม่ แต่เจ้าตัวยังไม่ยอมเปิดไพ่ก่อนเวลา โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ได้แจ้งรายชื่อตัวจริงกับนักเตะภายในทีม
“I can’t inform you about the starting 11 because I haven’t informed my players,” มาร์ติเนซกล่าว โดยแปลเป็นไทยได้ว่า “ผมยังบอก 11 ตัวจริงไม่ได้ เพราะผมยังไม่ได้แจ้งนักเตะของผม”
เสียงวิจารณ์ถาโถม หลังเกมเสมอคองโก
จุดเริ่มของกระแสกดดันมาจากเกมที่โปรตุเกสทำได้เพียงเสมอคองโก 1-1 โดยโรนัลโด้พลาดโอกาสทำประตูสำคัญในครึ่งหลังหลายครั้ง ส่งผลให้ทั้งนักวิเคราะห์ทางโทรทัศน์และแฟนบอลบนโซเชียลตั้งคำถามอย่างหนักว่า เหตุใดมาร์ติเนซจึงไม่เปลี่ยนเขาออก ทั้งที่ทีมกำลังตันในเกมรุก
แม้เสียงวิจารณ์จะดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่มาร์ติเนซยืนยันว่าแรงกดดันเหล่านี้ไม่ทำให้ทีมเสียสมาธิ พร้อมมองว่านี่คือธรรมชาติของทัวร์นาเมนต์ระดับฟุตบอลโลก ที่ทุกการตัดสินใจจะถูกขยายใหญ่และถูกตรวจสอบอย่างดุดัน
“We are playing a World Cup so of course we have a lot of noise and tension, but it’s part of the game,” มาร์ติเนซกล่าว โดยแปลเป็นไทยได้ว่า “เรากำลังเล่นฟุตบอลโลก แน่นอนว่ามันมีเสียงรบกวนและความตึงเครียดมากมาย แต่นั่นคือส่วนหนึ่งของเกม”
โรนัลโด้ไม่พูดหลังเกม แต่ส่งสัญญาณผ่านโซเชียล
หลังเกมกับคองโก โรนัลโด้ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ แต่เคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย 2 ครั้ง โดยโพสต์แรกเจ้าตัวระบุว่า นี่ไม่ใช่การเริ่มต้นที่ทีมต้องการ แต่เส้นทางยังไม่จบ และต้องเงยหน้ามุ่งสมาธิไปยังเกมถัดไป
ต่อมาในวันอาทิตย์ โรนัลโด้โพสต์ภาพการฝึกซ้อมร่วมกับทีม 4 ภาพ พร้อมข้อความสั้นแต่ชัดเจนว่า “Focused on the mission.” หรือแปลเป็นไทยว่า “โฟกัสกับภารกิจ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเขายังไม่ยอมปล่อยให้กระแสวิจารณ์ลากตัวเองออกจากเส้นทาง

สถิติประวัติศาสตร์ยังรอให้โรนัลโด้ไล่ล่า
ฟุตบอลโลกครั้งนี้ทำให้โรนัลโด้และ ลิโอเนล เมสซี่ กลายเป็นผู้เล่นชายเพียง 2 คนที่ลงเล่นฟุตบอลโลกถึง 6 สมัย โดยก่อนเกมกับอุซเบกิสถาน โรนัลโด้ยังมีเป้าหมายสำคัญคือการเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูได้ในฟุตบอลโลก 6 ครั้ง
ก่อนหน้านั้น โรนัลโด้ยังแบ่งสถิติกับเมสซี่ในฐานะผู้เล่นที่ยิงได้ในฟุตบอลโลก 5 สมัย ขณะที่เมสซี่ทำผลงานร้อนแรงในทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยการยิงไปแล้ว 5 ประตูจาก 2 นัด และเพิ่มยอดรวมในฟุตบอลโลกเป็น 18 ประตูจาก 5 ทัวร์นาเมนต์ หลังเคยยิงไม่ได้ในปี 2010
มาร์ติเนซยังเชื่อใจ CR7 ในพื้นที่สุดท้าย
แม้โรนัลโด้จะมีส่วนร่วมกับเกมเพียง 25 ครั้งในนัดเสมอคองโก แต่มาร์ติเนซยังคงเชื่อมั่นในคุณภาพของกัปตันทีมรายนี้ โดยเฉพาะบทบาทการเคลื่อนที่ในกรอบเขตโทษ การเปิดพื้นที่ และความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้าย ซึ่งยังเป็นอาวุธที่โปรตุเกสต้องการ
“Cristiano is the best one to do that,” มาร์ติเนซกล่าว โดยแปลเป็นไทยได้ว่า “คริสเตียโน่คือคนที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งนั้น”
มุมมองของมาร์ติเนซชัดเจนว่า โรนัลโด้ไม่ได้มีค่าแค่จำนวนประตู แต่ยังมีอิทธิพลต่อการดึงแนวรับ การเคลื่อนที่หาช่อง และการสร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม ซึ่งเป็นรายละเอียดที่อาจไม่ถูกมองเห็นชัดจากตัวเลขสัมผัสบอลเพียงอย่างเดียว
คันนาวาโร่เตือนอุซเบกิสถาน ห้ามปล่อยโรนัลโด้แม้เสี้ยววินาที
ฟาบิโอ คันนาวาโร่ กุนซืออุซเบกิสถาน รู้ดีว่าการรับมือโปรตุเกสไม่ใช่แค่การหยุดซูเปอร์สตาร์คนเดียว เพราะทีมชุดนี้เต็มไปด้วยตัวรุกระดับสูง แต่เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าโรนัลโด้ยังเป็นผู้เล่นที่ต้องระวังเป็นพิเศษในกรอบเขตโทษ
“We need to be very focused on him because Cristiano can score in every situation,” คันนาวาโร่กล่าว โดยแปลเป็นไทยได้ว่า “เราต้องมีสมาธิกับเขาอย่างมาก เพราะคริสเตียโน่สามารถยิงได้ในทุกสถานการณ์”
คำเตือนของคันนาวาโร่ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะโรนัลโด้ยังอันตรายทั้งลูกฟรีคิก ลูกเตะมุม จังหวะเข้าฮอส และการหาพื้นที่ในเสี้ยววินาที หากแนวรับอุซเบกิสถานหลุดสมาธิแม้เพียงจังหวะเดียว เกมอาจเปลี่ยนทันที
ข่าวล่าสุดหลังเกม โรนัลโด้ตอบโต้เสียงวิจารณ์ด้วยสองประตู
หลังจากประเด็นตัวจริงถูกพูดถึงอย่างหนัก สุดท้ายโรนัลโด้ได้ลงสนามและตอบคำถามบนพื้นหญ้าแบบดุดัน เมื่อยิง 2 ประตูในเกมที่โปรตุเกสถล่มอุซเบกิสถาน 5-0 ที่ฮิวสตัน ทำให้ทีมขยับเป็น 4 คะแนนในกลุ่ม K และเข้าใกล้เส้นทางสู่รอบ 32 ทีมมากขึ้น
ประตูแรกของโรนัลโด้เกิดขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 6 จากจังหวะที่ ชูเอา กานเซโล่ เติมขึ้นทางขวาแล้วปาดเข้ากลางให้ดาวยิงกัปตันทีมจบสกอร์ ส่วนลูกที่สองมาถึงนาทีที่ 39 จากการวิ่งฉีกแนวรับอุซเบกิสถาน ก่อนรับบอลจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส และปิดบัญชีอย่างเฉียบขาด
ชัยชนะนัดนี้ทำให้โรนัลโด้กลายเป็นนักเตะชายคนแรกที่ยิงประตูได้ในฟุตบอลโลก 6 สมัย พร้อมเพิ่มสถิติส่วนตัวเป็น 145 ประตูในนามทีมชาติโปรตุเกส และ 10 ประตูในฟุตบอลโลก ตอกกลับเสียงวิจารณ์ก่อนเกมได้อย่างทรงพลัง
โปรตุเกสไม่ได้มีแค่โรนัลโด้ เกมรุกทั้งระบบกลับมาน่ากลัว
แม้โรนัลโด้จะเป็นพาดหัวใหญ่ของเกม แต่โปรตุเกสแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีอาวุธครบมือ ทั้งการเติมเกมของฟูลแบ็ก การคุมจังหวะของแดนกลาง และความหลากหลายของแนวรุก นูโน่ เมนเดส มีบทบาทโดดเด่นทางซ้าย แถมทำประตูจากฟรีคิกที่เล่นเอาทั้งสนามคาดไม่ถึง
บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือหัวใจในการขับเคลื่อนเกมรุก คอยเปลี่ยนแกน จ่ายบอลทะลุช่อง และป้อนให้โรนัลโด้ยิงประตูที่สามของทีม ขณะที่ วิตินญ่า ช่วยเชื่อมเกมจากหลังไปหน้าอย่างนิ่ง ทำให้โปรตุเกสบุกได้ต่อเนื่องและกดดันอุซเบกิสถานแทบตลอดทั้งเกม
อุซเบกิสถานยังต้องสู้ต่อ คันนาวาโร่รับผิดแทนลูกทีม
ฝั่งอุซเบกิสถาน ซึ่งลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกของประเทศ เจองานหนักตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม หลังแพ้โคลอมเบีย 1-3 และต่อด้วยการพ่ายโปรตุเกส 0-5 ทำให้สถานการณ์ลุ้นเข้ารอบยากขึ้นมาก โดยเกมสุดท้ายกับคองโกต้องชนะเท่านั้นเพื่อยื้อความหวัง
คันนาวาโร่ยอมรับความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ครั้งนี้ พร้อมปกป้องนักเตะของตัวเองว่าได้พยายามเต็มที่แล้ว และมองว่าประสบการณ์ในฟุตบอลโลกจะเป็นบทเรียนสำคัญให้ทีมเติบโตต่อไปในระดับนานาชาติ
สถานการณ์ต่อไป โปรตุเกสเตรียมชนโคลอมเบีย
โปรตุเกสจะลงเล่นเกมถัดไปกับโคลอมเบีย ซึ่งอาจเป็นแมตช์ตัดสินหัวตารางกลุ่ม K โดยมาร์ติเนซยังมีโจทย์ให้เลือกว่าจะจัดทีมแบบใด เพราะหลังเกมถล่มอุซเบกิสถาน หลายตำแหน่งเริ่มขับเคี่ยวกันหนักขึ้น ทั้ง ชูเอา เฟลิกซ์, ราฟาเอล เลเอา, แบร์นาร์โด้ ซิลวา และตัวรุกอีกหลายรายที่พร้อมแย่งพื้นที่ตัวจริง
จากกระแสกดดันก่อนเกม สู่การระเบิดฟอร์มหลังเสียงนกหวีด โรนัลโด้พิสูจน์อีกครั้งว่าชื่อของเขายังไม่หมดความหมายในเวทีใหญ่ และโปรตุเกสชุดนี้ยังมีไฟพอจะเดินหน้าลึกในฟุตบอลโลก 2026 หากรักษาความเฉียบขาดและความสมดุลของทีมไว้ได้ต่อเนื่อง ติดตามความเคลื่อนไหวฟุตบอลโลกและข่าวบอลต่างประเทศล่าสุดได้ที่ ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา

