อ่านข่าวนี้แบบสั้น: ฟีฟ่าเลือก สลาฟโก วินซิช ผู้ตัดสินชาวสโลวีเนีย ลงชี้ขาดเกมนัดชิง ฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างสเปนกับอาร์เจนตินา เจ้าตัวผ่านเกมใหญ่ทั้งนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และยูโรปาลีก เคยถูกเรอัล มาดริดโจมตีอย่างหนัก แต่ได้รับคำชมจากโชเซ่ มูรินโญ่ ขณะที่สถิติกับสองชาติคู่ชิงยังมีมุมให้จับตา ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้
ฟีฟ่าเลือก วินซิช เป่านัดชิงเดิมพันแชมป์โลก
ฟีฟ่ายืนยันแต่งตั้ง สลาฟโก วินซิช ผู้ตัดสินวัย 46 ปีจากเมืองมาริบอร์ ประเทศสโลวีเนีย ทำหน้าที่ในเกม สเปน พบ อาร์เจนตินา นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ที่สนามนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม
การได้รับมอบหมายครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็นผู้ตัดสินชาวสโลวีเนียคนแรกที่ได้ลงเป่านัดชิงฟุตบอลโลก และเป็นผู้ตัดสินคนที่ 23 ในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเกียรติให้ชี้ขาดเกมใหญ่ที่สุดของวงการลูกหนัง
วินซิชจะทำงานร่วมกับผู้ช่วยผู้ตัดสินเพื่อนร่วมชาติอย่าง โทมาช คลานชนิค และอันดราซ โควาซิช ส่วน อัดฮัม มาคัดเมห์ จากจอร์แดนรับหน้าที่ผู้ตัดสินที่ 4 ขณะที่ โมฮัมหมัด อัล-คาลาฟ เป็นผู้ช่วยผู้ตัดสินสำรอง

ต้นฉบับ: “So, first of all, a shock. Then happiness. I was shaking, so it’s an incredible honour to get the World Cup final. It’s something that … it’s only a dream for a referee, for a young referee when they start. So, I’m very proud, very proud of myself, my team.”
คำแปล: “อย่างแรกเลยคือผมตกใจ จากนั้นจึงเป็นความสุข ผมตัวสั่น มันเป็นเกียรติอย่างเหลือเชื่อที่ได้รับนัดชิงฟุตบอลโลก นี่คือสิ่งที่เป็นได้เพียงความฝันของผู้ตัดสิน โดยเฉพาะผู้ตัดสินหนุ่มตอนเริ่มต้นอาชีพ ผมภูมิใจในตัวเองและทีมงานของผมมาก”
ต้นฉบับ: “It’s very difficult to put everything into words, but I’m very proud to represent my country, Slovenia, in the biggest sporting event in the world. So, yeah, I’m very proud. My team is very proud and we will do our best.”
คำแปล: “มันยากมากที่จะอธิบายทุกอย่างออกมาเป็นคำพูด แต่ผมภูมิใจอย่างมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศสโลวีเนียในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผมและทีมงานภูมิใจมาก และเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”
สลาฟโก วินซิช คือใคร ประสบการณ์แน่นแค่ไหน
วินซิชเริ่มต้นเส้นทางผู้ตัดสินในบ้านเกิด ก่อนก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดของสโลวีเนีย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตัดสินนานาชาติของฟีฟ่าตั้งแต่ปี 2010 เส้นทางของเขาไม่ได้พุ่งขึ้นมาชั่วข้ามคืน แต่ผ่านการสะสมประสบการณ์บนสนามอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี
ในเวทียุโรป เขาผ่านการทำหน้าที่ในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และยูโรปาลีกรวม 72 นัด ครอบคลุมทั้งเกมรอบน็อกเอาต์และนัดชิงชนะเลิศ จึงไม่ใช่ผู้ตัดสินที่เพิ่งถูกโยนเข้าสู่เตาไฟระดับโลกแบบไร้ภูมิคุ้มกัน
- ผู้ตัดสินนัดชิงยูโรปาลีก 2022 ระหว่าง ไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต กับ เรนเจอร์ส
- ผู้ตัดสินนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2024 ระหว่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ เรอัล มาดริด
- ผ่านการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 สมัย
- ฟุตบอลโลก 2026 เป็นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายสมัยที่ 2 ของเขา
ยูฟ่าระบุว่าเขาเริ่มเป่าฟุตบอลในเมืองมาริบอร์ตั้งแต่อายุ 20 ปี ก่อนเลื่อนจากลีกระดับล่างขึ้นมาสู่ลีกสูงสุด และกลายเป็นผู้ตัดสินระดับนานาชาติในปี 2010 โดยทีมผู้ช่วยอย่างคลานชนิคและโควาซิชทำงานเคียงข้างเขาในเกมใหญ่หลายรายการ
เส้นทางในฟุตบอลโลก 2026 ก่อนถึงนัดชิง
ก่อนรับหน้าที่ ผู้ตัดสินนัดชิงฟุตบอลโลก วินซิชลงทำหน้าที่มาแล้ว 3 นัดในทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ เริ่มจากเกมรอบแบ่งกลุ่ม บราซิล พบ โมร็อกโก และจอร์แดน พบ แอลจีเรีย ก่อนคุมเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายที่เม็กซิโกเอาชนะเอกวาดอร์ 2-0
เกมเม็กซิโกพบเอกวาดอร์กลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญ เมื่อ ปิเอโร อินกาปิเอ กองหลังเอกวาดอร์ถูกไล่ออก จากเหตุการณ์ที่เขาใช้มือปิดปากระหว่างพูดกับ ซานติอาโก กิเมเนซ
วินซิชไม่เห็นเหตุการณ์ในจังหวะแรก แต่ทีม VAR แนะนำให้เขาไปตรวจสอบภาพผ่านจอข้างสนาม ก่อนเจ้าตัวตัดสินใจชูใบแดง นับเป็นใบแดงแรกของเขาจากการทำหน้าที่ในเกมทัวร์นาเมนต์ทีมชาติรายการใหญ่ หลังจาก 10 นัดก่อนหน้านั้นไม่เคยไล่นักเตะออกเลย
สไตล์การเป่าไม่ได้แจกใบง่าย แต่พร้อมเชือดเมื่อจำเป็น
จากการทำหน้าที่ในฟุตบอลโลก 5 นัดก่อนเกมชิงชนะเลิศ วินซิชแจกใบเหลืองเฉลี่ยเพียง 3 ใบต่อเกม ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ แต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของการแข่งขันในปี 2026 ก่อนถึงรอบชิงชนะเลิศ
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเขาไม่ใช่ผู้ตัดสินประเภทเป่าหยุดทุกจังหวะหรือแจกใบเพื่อควบคุมเกมตั้งแต่นาทีแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะลังเลเมื่อเห็นการเข้าสกัดหนัก การขัดขวางเกมรุก หรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกติกาชัดเจน
หลักฐานคือการแข่งขันฟุตบอลสโมสรโลกปี 2025 ซึ่งเขาแจกใบแดงในเกมที่ได้รับมอบหมายทั้ง 2 นัด ทำให้ผู้เล่นสเปนและอาร์เจนตินาต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการตัดเกมในพื้นที่อันตรายและการโต้เถียงหลังเสียงนกหวีด
เคยถูกเรอัล มาดริดถล่มยับจากใบแดงกามาวินกา
แม้จะผ่านเวทีใหญ่ระดับโลก แต่ชื่อของวินซิชเคยตกอยู่กลางพายุวิจารณ์จาก เรอัล มาดริด หลังทำหน้าที่ในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศที่ราชันชุดขาวแพ้บาเยิร์น มิวนิค
ช่วงท้ายเกมที่อัลลิอันซ์ อารีนา มาดริดนำ 3-2 และสกอร์รวมเสมอกัน 4-4 ก่อนเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ เอดูอาร์โด กามาวินกา ตัวสำรองของมาดริดถูกไล่ออกในนาทีที่ 86 จากใบเหลืองที่ 2 หลังเข้าสกัด แฮร์รี่ เคน ในจังหวะที่ฝั่งมาดริดมองว่าเบาเกินกว่าจะเป็นใบเหลือง
ต้นฉบับ: “A joke. Two fouls, two yellow cards.”
คำแปล: “มันเป็นเรื่องตลก ทำฟาวล์สองครั้ง โดนใบเหลืองสองใบ”
จู๊ด เบลลิงแฮม ระเบิดความไม่พอใจระหว่างเดินผ่านมิกซ์โซน ขณะที่ อัลบาโร อาร์เบลัว กุนซือมาดริดในเวลานั้นออกมาจวกการตัดสินอย่างตรงไปตรงมา
ต้นฉบับ: “You can’t send a player off for a thing like that. I think the referee didn’t even know that Camavinga already had a yellow card.”
คำแปล: “คุณไม่สามารถไล่นักเตะออกเพราะเรื่องแบบนั้นได้ ผมคิดว่าผู้ตัดสินอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากามาวินกามีใบเหลืองติดตัวอยู่แล้ว”
อีกด้านหนึ่ง มูรินโญ่เคยยกให้เป็นผลงานระดับท็อป
ในขณะที่มาดริดเคยเดือดจัดกับการตัดสิน วินซิชกลับได้รับคำชมเต็มปากจาก โชเซ่ มูรินโญ่ หลังถูกเชิญไปทำหน้าที่เกมกาลาตาซาราย พบ เฟเนร์บาห์เช่ เมื่อปี 2025 ท่ามกลางกระแสกดดันเรื่องมาตรฐานผู้ตัดสินตุรกี
ต้นฉบับ: “The performance of the referee was a top performance. Anyone, not just from this country but also abroad, watched a big football match. I think the man responsible for that was the referee.”
คำแปล: “ผลงานของผู้ตัดสินเป็นผลงานระดับท็อป ทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนในประเทศนี้ แต่รวมถึงผู้ชมจากต่างประเทศ ได้ชมเกมฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม ผมคิดว่าคนที่มีส่วนสำคัญทำให้เกิดสิ่งนั้นคือผู้ตัดสิน”
คำชมจากกุนซือที่ขึ้นชื่อเรื่องการกดดันกรรมการสะท้อนอีกมุมว่า วินซิชมีความสามารถในการปล่อยเกมให้ไหลลื่น ควบคุมอารมณ์ของนักเตะ และไม่ทำให้เสียงนกหวีดแย่งซีนการแข่งขัน เมื่อเกมดำเนินอยู่ในกรอบที่เขาวางไว้
สถิติกับสเปนดูดี แต่อาร์เจนตินามีแผลเก่าฝังใจ
ก่อนเข้าสู่นัดชิง วินซิชเคยทำหน้าที่ในเกมของสเปนมาแล้วอย่างน้อย 4 นัด และทัพกระทิงดุไม่เคยแพ้เมื่อมีเขาเป็นผู้ตัดสิน หนึ่งในเกมสำคัญคือรอบรองชนะเลิศยูโร 2024 ที่สเปนเอาชนะฝรั่งเศส ก่อนเดินหน้าไปคว้าแชมป์ยุโรป
ส่วนความทรงจำของอาร์เจนตินากับผู้ตัดสินรายนี้กลับไม่สวยงาม เพราะเกมเดียวที่เขาเคยคุมทัพฟ้าขาวก่อนหน้านี้คือฟุตบอลโลก 2022 นัดเปิดสนาม ซึ่งทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี พลิกล็อกพ่ายซาอุดีอาระเบีย 1-2
อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นไม่ได้หยุดอาร์เจนตินา พวกเขาฟื้นจากหลุม เดินหน้าฝ่าทุกด่าน และจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการคว้าแชมป์โลก แต่การกลับมาเจอวินซิชอีกครั้งในนัดชิงย่อมทำให้ทุกการตัดสินถูกจับตาแบบไม่กะพริบตา
ทีม VAR นัดชิงพร้อมรับทุกจังหวะเดือด
ฟีฟ่าวางทีมวิดีโอช่วยตัดสินระดับประสบการณ์สูงมารองรับเกมนี้ โดย บาสเตียน ดันเคิร์ต จากเยอรมนีรับหน้าที่ VAR มี นิโกลัส กาโย จากโคลอมเบียเป็นผู้ช่วย และ คามิส อัล มาร์รี จากกาตาร์ทำหน้าที่สนับสนุน
การจัดทีมผู้ตัดสินชุดใหญ่เช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศอาจถูกตัดสินด้วยรายละเอียดเพียงเสี้ยววินาที ไม่ว่าจะเป็นลูกล้ำหน้า แฮนด์บอล จุดโทษ การเข้าสกัดอันตราย หรือเหตุการณ์นอกเกมที่ผู้ตัดสินในสนามมองไม่เห็น

วินซิชต้องทำอย่างไรจึงจะไม่กลายเป็นพระเอกของเกม
ปิแอร์ลุยจิ คอลลินา ประธานคณะกรรมการผู้ตัดสินของฟีฟ่า เปิดเผยว่าปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกผู้ตัดสินนัดชิงคือผลงานตลอดการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงชื่อเสียงหรือประสบการณ์จากอดีต โดยทีมงานวิเคราะห์ทั้งความสม่ำเสมอ การตัดสินใจ และความพร้อมของผู้ตัดสินแต่ละชุด
วินซิชยืนยันว่าจะศึกษาแนวทางการเล่นของทั้งสองทีมอีกครั้ง รักษาความสดทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมตั้งเป้าทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ชื่อของทีมผู้ตัดสินกลายเป็นประเด็นใหญ่หลังจบเกม
ต้นฉบับ: “We will stay focused, try to be mentally fresh, physically fresh, and we will do our best so that we will not be a topic after the match.”
คำแปล: “เราจะรักษาสมาธิ พยายามทำให้สภาพจิตใจและร่างกายสดพร้อม และจะทำให้ดีที่สุด เพื่อให้พวกเราไม่กลายเป็นหัวข้อพูดถึงหลังจบการแข่งขัน”
เกมเดียวที่ทุกเสียงนกหวีดอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์
สเปนกำลังไล่ล่าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ส่วนอาร์เจนตินาต้องการป้องกันบัลลังก์และคว้าแชมป์สมัยที่ 4 การดวลกันของสองทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะเทคนิคสูง เกมรุกอันตราย และความกดดันมหาศาล ทำให้หน้าที่ของวินซิชหนักไม่แพ้นักเตะที่กำลังแย่งถ้วยบนสนาม
ประสบการณ์จากนัดชิงยุโรปอาจช่วยให้เขารับมือกับบรรยากาศเดือดได้ แต่เกมฟุตบอลโลกนัดชิงไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด แม้แต่จังหวะเดียว เพราะเสียงนกหวีดหนึ่งครั้งอาจส่งชาติหนึ่งขึ้นสู่สวรรค์ และผลักอีกชาติลงสู่ความเจ็บปวดที่ต้องจดจำไปอีกนาน
ติดตามข่าวฟุตบอลโลก 2026 วิเคราะห์เกมสเปน พบ อาร์เจนตินา ข่าวบอลต่างประเทศ และความเคลื่อนไหวลูกหนังแบบเจาะลึกได้ที่ ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา

